
ไทย=ไม่เท่าเทียม
จะสังเกตได้อย่างไรว่าประเทศนั้นเจริญแล้วหรือไม่? ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือสังเกตจากการบังคับใช้กฎหมาย
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
จะสังเกตได้อย่างไรว่าประเทศนั้นเจริญแล้วหรือไม่? ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือสังเกตจากการบังคับใช้กฎหมายว่ากฎหมายที่มีนั้นศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ และผู้ที่ทำหน้าที่รักษากฎหมาย ได้ทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรมอย่างไร
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง มีเพื่อนพูดขึ้นมาว่าประเทศนี้แปลกดี ที่สินค้าปลอม สินค้าก๊อบ ตั้งแต่ บลูเรย์ เสื้อบอลปลอมกระเป๋าปลอม ฯลฯ วางขายกันได้อย่างโจ๋งครึ่ม ทั้งที่ศูนย์การค้านั้นอยู่ไม่ไกลจาก สน. ทั้งที่หน้าศูนย์การค้า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้กระทั่งทหาร ตรวจความปลอดภัยอยู่เต็มไปหมด แต่หน่วยงานรัฐที่ควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์ ไปสนใจกับการปกป้องค่ายเพลง เรื่องการเปิดเพลงในยูทูบในร้านกาแฟ
นี่จึงเป็นเรื่อง “อะเมซิ่ง” ซึ่งชาวต่างชาติรู้สึกอึ้งและทึ่ง เพราะแปลว่า ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมาย ปล่อยให้มีการทำผิดกฎหมายกันเอิกเกริก
ถึงขั้นว่า เอกลักษณ์ในการขายของเถื่อนแบบมีร้านค้าถาวร ถูกนำไปบรรจุลงไกด์บุ๊ก ให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลกบรรจุเป็นจุดหมายที่“ต้องมา” เมื่อมาเยือนดินแดนแห่งรอยยิ้ม
หากจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ “ไม่รู้” ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์กันเกลื่อนกลาด ก็คงจะเป็นการดูถูกมากเกินไป แต่หากจะบอกว่า เจ้าหน้าที่คง “อะลุ้มอล่วย” ก็คงจะเป็นการดูหมิ่นสติปัญญาของเจ้าหน้าที่เหมือนกัน เพราะในประมวลกฎหมายอาญา ข้อห้ามก็คือข้อห้าม
แต่ที่ในประเทศไทย เรื่องย้อนแย้งก็คือ ประชากรจำนวนมากรู้ดีว่า ประเทศนี้ เมื่อมีเงิน มีเส้น หรือรู้จักกับคนใหญ่คนโตได้นั้น กว่ากระบวนการจะทำงานได้ปกติ ก็ต้องรอให้สื่อมวลชนสนใจ หรือรอให้สังคมกดดันพอสมควรก่อน จึงจะเริ่มเดินหน้าได้
เราจึงได้เห็นคนอย่าง “หญิงไก่” ไปแจ้งความจับลูกจ้างของตัวเองเต็มไปหมด ในคดีซ้ำๆ กันว่าด้วยการ “ลักทรัพย์” ทั้งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ที่หายไปนั้น หายไปจริงหรือไม่ แต่ตำรวจก็รับจัดการให้เพราะเธออ้างว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใหญ่คนโต
เราจึงมีคนนามสกุลใหญ่ที่ถูกดำเนินคดีอย่างเชื่องช้า แม้จะขับรถชนตำรวจและลากร่างไปไกลหลายร้อยเมตร รวมถึงมีความพยายามเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาให้ตัวเองพ้นผิด
รวมถึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม ประเทศไทยถึงมี “ชื่อเสีย” เรื่องการค้ามนุษย์มานานหลายปี จนถูกลดเกรด ประจานไปทั่วโลก และคงไม่ดีขึ้น หากไม่มีการลงดาบ จับ “นายพล” และขบวนการ
ในเวลาเดียวกันบุคคลที่ไม่ชอบรัฐบาล บุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือกระทั่งบุคคลที่เรียกร้องให้โหวตโนรัฐธรรมนูญ กลับถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็วด้วย “ศาลทหาร” ซึ่งในธรรมนูญศาลทหาร ก็ระบุชัดว่า ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มคนเหล่านี้
ถ้าไม่สามารถปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ให้อำนวยความยุติธรรม สร้างความเท่าเทียมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนชายขอบ คนจน คนเล็กคนน้อยได้มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ที่ร่ำรวย ประเทศเรา ก็คงต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ เราไม่อาจเป็นประเทศที่เจริญแล้วได้
เว้นแต่จะหลอกตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี







