
พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ ‘การเรียนรู้’ คือหัวใจความเป็นครู
โดย...ปอย ภาพ... กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
โดย...ปอย ภาพ... กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
จากครูตัวเล็กๆ วันก่อน จนมาวันนี้กับการก้าวสู่ปีที่ 14 ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการโยคะ ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ ได้สอนนักเรียนหลากหลายแวดวงจนเป็นที่ยอมรับกับเทคนิค มีจุดเด่นอยู่ที่การเข้าใจหรือการอ่านร่างกายของผู้ฝึก ครูจึงสามารถปรับท่าการฝึกโยคะให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคนได้ สไตล์การสอนแบบนี้เอง ถูกแนะนำกันปากต่อปากในกลุ่มลูกศิษย์ลูกหา และกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “เจ้าชายโยคะเมืองไทย” ซึ่งก็ดูกลมกลืนไปกับบุคลิกของครูหนุ่มผิวสีแทน ดูเนี้ยบ เป๊ะ ไปทุกกระเบียดนิ้ว
ครูเอกเริ่มสอนโยคะที่ สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี ตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อปี 2554 ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง โดยทำหน้าที่บริหารดูแลหลักสูตรการเรียนการสอน และควบคุมคุณภาพครูทั้งหมด
“ผมเป็นพวกหยุดนิ่งไม่ได้ ชอบออกกำลังกายทั้งว่ายน้ำ แบดมินตัน แต่ก็ต้องนั่งรอเพื่อนๆ กว่าจะครบเซตไปเล่นด้วยกัน จนมาค้นพบว่าโยคะไปคนเดียวหลังเลิกงานสบายๆ แล้วแค่เสื้อกางเกงชุดเดียวไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรอื่นๆ เราก็ไปออกกำลังกายให้เหงื่อออกได้ คลาสแรกคือโยคะร้อน ผมเป็นพวกบ้ากำลัง ยังไม่ได้เรียนรู้การผ่อนหนักผ่อนเบา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของศาสตร์นี้เลยนะครับ ก็ปรากฏว่าทำได้ครึ่งคลาสเป็นลม (เผยความลับพร้อมเสียงหัวเราะ) แต่กลับได้สัมผัสสิ่งที่ชอบคือความรู้สึกจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ณ ปัจจุบัน
ซึ่งแต่ก่อนคำว่าอยู่กับลมหายใจ อยู่กับปัจจุบัน ผมไม่ได้อินเลยนะครับ (ยิ้ม) ผมก็เหมือนลูกคนจีนทั่วๆ ไป พ่อแม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าวัดมากไปกว่าการทำมาหากิน
คลาสโยคะจึงทำให้ผมเรียนรู้คำว่าสมาธิ ครูบอกให้ยกขาข้างขวาก็จดจ่ออยู่กับขาขวา แค่นั้นพอครับ และผมก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืดตามกรรมพันธุ์ ตอนว่ายน้ำ ตีแบด หอบหืดหายไป แต่ภูมิแพ้ยังเป็นๆ หายๆ พอมาฝึกโยคะก็ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ผมจึงมีความรู้สึกดีกับอาชีพของตัวเองในวันนี้ด้วยว่าสามารถช่วยให้คนสุขภาพดีได้ ผมยินดีครับถ้าขอให้ไปเป็นครูสอนตามโรงพยาบาลรัฐ สอนฟรีเลยครับ (บอกย้ำพร้อมรอยยิ้ม) ถ้าช่วยได้ผมก็อยากทำ เพราะถือว่าช่วยเหลือสังคมให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ครับ” พงศ์พิพัฒน์ บอกน้ำเสียงหนักแน่นอย่างหัวใจคนเป็นครูแท้จริง
แล้วการยิ่งสอนนักเรียนจำนวนมาก ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ กล่าวว่าก็ยิ่งได้เรียนรู้ร่างกายมนุษย์ซึ่งคือพื้นฐานของศาสตร์นี้อีกด้วย







