posttoday
‘ประเทศของท่าน บ้านของผม’ รวมบทกวีนิพนธ์ของ ดร.พิเชฐ แสงทอง

‘ประเทศของท่าน บ้านของผม’ รวมบทกวีนิพนธ์ของ ดร.พิเชฐ แสงทอง

03 กรกฎาคม 2559

เขาเป็นดอกเตอร์ทางวรรณกรรมไทย เป็นนักวิชาการและอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

โดย...พริบพันดาว

เขาเป็นดอกเตอร์ทางวรรณกรรมไทย เป็นนักวิชาการและอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งอยู่ที่ ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี พิเชฐ แสงทอง ได้มีรวมเล่มบทกวีนิพนธ์ที่มีชื่อว่า “ประเทศของท่าน บ้านของผม” ออกมาเมื่อหลายเดือนก่อน

“ผมอยู่ในยุคคาบเกี่ยวของเมื่อชีวิตและยุคปัจจุบันจริงๆ แต่คนรุ่นผมโชคดีที่ได้กลิ่นความงอกงามของวรรณกรรมเพื่อชีวิตติดปลายจมูก ได้เห็นกระแสตกของเพื่อชีวิตช่วงทศวรรษ 2530 และยังเห็นความพยายามฟื้นฟูมันกลับมาอีกทีในปลายทศวรรษ 2540 จนถึงปัจจุบัน” ดร.พิเชฐ เริ่มพูดคุยถึงสัมผัสของชีวิตในเชิงวรรณกรรมและกวีของเขา ก่อนจะไหลเรื่อยความคิดผ่านคำพูดแบบนักวิชาการ

 “ถ้าถามว่าในสถานการณ์แบบนี้ วงการกวีของไทยเป็นอย่างไรบ้าง? ผมคิดว่า หลักๆ แล้วกวีไทยยังเปลี่ยนแปลงน้อยนะ โดยเฉพาะในด้านรูปแบบ แม้ว่าจะมีกวีจำนวนมากที่เลิกเคร่งครัดฉันทลักษณ์ หันไปเดินตามรอยกวีนิพนธ์ไทยแบบชาวบ้าน เช่น ขุนช้างขุนแผน ที่ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์เลย แต่โดยภาพรวมแล้ว กวีนิพนธ์ไทยก็ยังนิยมฉันทลักษณ์กันอยู่ เคร่งมากเคร่งน้อยก็แล้วแต่เจตนาและแนวคิดของแต่ละกวี”

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ ดร.พิเชฐ แสงทอง ในฐานะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์หลายสมัย และรางวัลอื่นๆ ในวงการวรรณกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นองค์ความรู้เรื่องกวีนิพนธ์จึงมีอย่างลึกล้ำ

“ที่เป็นอย่างนี้ผมคิดว่าอาจจะด้วยเหตุที่กวีนิพนธ์ไทยปัจจุบัน มีความเชื่อมโยงกับจารีตทางวรรณคดีของไทยอย่างแนบแน่นมาก สังคมไทยคุ้นเคยกับจารีตทางวรรณคดี เลยยังนิยมกลอนฉันทลักษณ์อยู่ แม้จะมีกลอนเปล่าหรือลำนำดีๆ อยู่บ้าง แต่ในเชิงปริมาณแล้วก็ถือว่าน้อยจนไม่สามารถเปิดตลาดกว้างๆ ได้เหมือนกลอนฉันทลักษณ์ ผู้อ่านไม่ค่อยคุ้นเคย และกวีเองก็ถูกปลูกฝังมาในบรรยากาศของกวีนิพนธ์แบบร้อยกรองในวัฒนธรรมไทย”

ก่อนที่จะมีคำว่า ดร. นำหน้า พิเชฐเคยมุ่งมั่นที่จะเป็นกวี มีความรักและหลงใหลศาสตร์และศิลปะแขนงนี้อย่างชมชอบ เขาขยายความอรรถาธิบายถึงรวมบทกวีนิพนธ์เล่มนี้ว่า เป็นการคัดสรรจากงานที่เคยเขียนและตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ หน้านิตยสารต่างๆ ตั้งแต่ยุค 2540 จนถึง 2559 มีบทกวีทั้งหมด 30 กว่าชื่อเรื่อง

“เป็นผลจากการที่ผมถูกกระตุ้นจากเหตุการณ์รายรอบตัว ทั้งเหตุการณ์ในรอบวงชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคมและการเมือง ผมเลยตั้งชื่อให้เห็นว่ามันเป็น 2 กรอบใหญ่ๆ อยู่ คือ ‘ประเทศของท่าน’ เป็นสภาวะที่เหตุการณ์ภายนอกและภาษาทางสังคมและการเมืองเข้ามากระทบความคิดอารมณ์และความรู้สึก ส่วน ‘บ้านของผม’ เป็นเรื่องราวในเอื้อมมือของผมเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ทั้งประเทศและบ้านนั้นก็คือที่ซุกหัวนอนของเรา เพราะฉะนั้นเราทุกคนจึงมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม มีสิทธิที่จะเสนอซ่อมแซมบ้าน”

‘ประเทศของท่าน บ้านของผม’ รวมบทกวีนิพนธ์ของ ดร.พิเชฐ แสงทอง

 

แรงบันดาลใจและการกระตุ้นที่สร้างพลังในการเขียนบทกวีที่มีขึ้นมาอีกครั้งในปัจจุบัน พิเชฐตอบว่าน่าจะเชื่อมโยงกับการที่มีปัจจัยและภาษาเข้ามากระทบห้วงลึกภายในของเขาเอง

“หมายความว่า ตอนหลังผมไม่ได้มีไลฟ์สไตล์แบบกวี คือไม่ได้เป็นกวีทั้งชีวิต เพราะเชื่อว่า ‘กวี’ มันเป็นสภาวะ มันจะเกิดเมื่อคนสักคนหนึ่งได้รับแรงกระทบจนกระทั่งภาษาชุดหนึ่งหรือหลายๆ ชุดที่มันซุกซ่อนอยู่ในตัวเราแสดงตัวออกมา เมื่อนั้นเราก็จะได้ผลงาน คือ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเลือกสรรภาษา แต่ภาษาเลือกที่จะแสดงตัวเองผ่านตัวผม ผมเชื่อเสมอว่า สภาวะสุขที่สุด และเศร้าที่สุด คือสภาวะของกวีนิพนธ์ ทันทีที่เราเศร้าที่สุด ชุดภาษาของความเศร้ามันก็ประเดประดังกันเข้ามา จนบางทีคนเขียนก็ตั้งตัวไม่ติด ตอนสุขสุดๆ ก็เหมือนกัน ภาษามันหยิบยืมอารมณ์ความคิดและความรู้สึกของผมเป็นเนื้อหาเพื่อสาธิตถึงการดำรงอยู่ของตัวมัน (ภาษา) เอง

 “งานเล่มนี้เกิดขึ้นแบบนี้แหละ คือบทกวีมักจะไหลๆ ออกมาเอง อย่างชิ้น ‘เพลงยาวพยากรณ์ รัตนโกสินทร์สภาพ’ ที่ยาวมาก 36 บท ผมก็ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง คือเมื่อสภาวะมันอึดอัดกับอะไรมากๆ เข้า บทกวีมันก็ทะลักออกมาเอง แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้อึดอัดในตอนนี้ไม่มีอะไรมีน้ำหนักมากเท่าการเมืองและสภาวะสังคมที่ไม่รู้ว่ามันจะจบลงยังไง”

โลกการเขียนบทกวีในยุคโซเชียลมีเดีย เป็นตัวช่วยที่ทำให้กวีนิพนธ์ได้เผยแพร่ผลงานมากยิ่งขึ้น พิเชฐ ยอมรับโดยดุษณีว่า บทกวีคงไม่ได้รับการพิมพ์รวมเล่มแน่ๆ ถ้าไม่มีการประกวดรางวัลใหญ่ๆ อย่างซีไรต์

“เป็นผลจากการที่ตลาดบทกวีที่หดตัวลงเรื่อยๆ ผมก็อยากจะโทษตัวเองที่เคยคิดว่ากวีนิพนธ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง สมัยเริ่มต้นเขียนบทกวีจริงจังเมื่อราว 20 ปีก่อน ผมคิดแบบนี้นะ แล้วก็ทำตัวเป็นศิลปินอยู่เหนือคนทั่วไป มันทำให้บทกวีของผมถอยห่างจากผู้อ่านไปเรื่อยๆ คนนั้นคนนี้อ่านไม่เข้าใจ เขาอ่านไม่เข้าใจเราก็ไปว่าเขาอีกว่าด้อยเหลือเกิน กวีไทยจำนวนหนึ่งก็เคยรู้สึกแบบนี้นะ ตอนหลังเราก็มาเอะใจว่าวิธีคิดแบบนี้มันสวนทางกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม คือเรามารู้สึกตัวก็ตอนที่ตลาดบทกวีหดลงจนขายได้ไม่ถึง 100 เล่ม ในเวลา 3 ปี

“ผมคิดว่าเฟซบุ๊กเข้ามาเป็นพื้นที่ให้กวีไถ่โทษ คือทำให้บทกวีมันกลายเป็นสื่อสาธารณะได้ ให้คนอ่านได้ง่ายๆ เข้าถึงง่าย รับรู้ความหมายกันได้โดยไม่ต้องทรมานหรือบีบบังคับตัวเอง เฟซบุ๊กทำให้การอ่านบทกวีไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรอีกแล้ว สถานภาพกวีจากปราชญ์มาสู่คนปกติทั่วไปที่กินขี้ปี้นอนเหมือนคนอื่น ก็ทำให้กวีกล้าประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองด้วยตัวเองมากขึ้นเมื่อ 10-20 ปีก่อน กวีและนักเขียนจะไม่กล้าทำอะไรแบบนี้เลย เพราะเราถูกสอนมาให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณมากกว่าเศรษฐกิจ”

ท้ายสุด พิเชฐ บอกอย่างชัดถ้อยชัดคำและแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า เขาอยากเรียนผู้อ่านว่า ถึง พ.ศ.นี้ กวีนิพนธ์หรือที่อยากเรียกว่า “กลอน” ไม่ใช่สิ่งสูงส่งอีกแล้ว

 “แม้ว่าจะยังมีคนที่คิดแบบนี้ แต่อย่าไปเชื่อเขา พร้อมๆ กับที่ท่านอ่านกลอน ท่านก็สามารถเขียนกลอน หรือกวีนิพนธ์ได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่ผมว่า คือความเป็นกวีมันเป็นสภาวะ ไม่ใช่เป็นนายช่างผู้ชำนาญการที่มีสภาวะสูงส่งถาวร เพราะฉะนั้นพร้อมกับการเสพ ท่านก็สามารถสร้างได้เหมือนกัน สำหรับผม การสร้างและการเสพวรรณกรรมเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ