
จริง-ลวง ถูก-ผิด อยู่ที่บริบทของใคร
ผลงานภาพถ่ายโดย นิพนธ์ อินทฤทธิ์ ตั้งชื่อนิทรรศการว่า ส้ม เป็นนิทรรศการภาพถ่ายเชิงภูมิทัศน์ทางการเมือง
โดย...นกขุนทอง ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ผลงานภาพถ่ายโดย นิพนธ์ อินทฤทธิ์ ตั้งชื่อนิทรรศการว่า ส้ม เป็นนิทรรศการภาพถ่ายเชิงภูมิทัศน์ทางการเมือง
ส้ม ผลไม้ที่กินได้ หรือสีส้ม ซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างสีแดงและสีเหลือง การใช้สีส้มมาเป็นนัยที่ต้องการสื่อถึงการทับซ้อนกันอยู่ของการวิพากษ์เรื่องการเมือง แม้ว่าตอนนี้หลายคนอาจจะไม่สนใจเรื่องแบ่งแยกสีแล้ว แต่สำหรับศิลปินวาทกรรมเรื่องสีทางการเมือง ยังเป็นเรื่องที่เขาอยากจะนำเสนอในมุมของศิลปะ และตั้งใจที่จะนำมาสื่อสารในช่วงนี้ เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างดูเหมือนสงบ หากแต่ร่องรอยระหว่างสองสีนั้นได้สร้างได้ทิ้งอะไรไว้จนถึงปัจจุบันบ้าง
คอนเซ็ปต์ที่นิพนธ์วางไว้คือ การเดินทางสำรวจไปบนเส้นทางปะติดปะต่อแห่งความเป็นจริงที่ไม่ต่อเนื่อง (Discontinue) ศาสนาและความจริงขั้นสูงสุด (ปรมัตถ์) ที่สร้างและกดทับอัตลักษณ์แห่งตัวตนผ่านความรุนแรงที่ซ่อนตัวอยู่ในชุดคำสั่งที่เรียกว่าคำสอนและศีลธรรม
“ทุกสิ่งล้วนจริงภายใต้ Discourse ของตัวเอง ทุกสิ่งล้วนลวงเมื่อละเมิดกติกาของวาทกรรม”
การเมืองและศาสนาที่ศิลปินสนใจนำมาสร้างงานศิลปะ เพราะเป็นสองสิ่งที่พัวพันและผูกพันกับวิถีชีวิตของมนุษย์เรามาหลายชั่วยุคสมัย
“ที่สนใจเพราะผมว่ามันเกี่ยวเนื่องกัน เพราะพุทธต้องการอินกับการเมือง มันไม่ใช่คอนดิชั่นลอยๆ โดยแต่เดิมก็เป็นแบบนั้น รัฐใช้ศาสนาพุทธช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของรัฐกับประชาชน ปัจจุบันพุทธเองก็ยังพยายามอินกับรัฐ ผมวิพากษ์วิจารณ์หลายเรื่อง แต่เกี่ยวกับศีลธรรม การเมือง อย่างรูปพระในถุงหิ้ว วิพากษ์ในฐานะพุทธพาณิชย์ เราใช้คำว่าเช่า แต่มันก็คือการซื้อขาย คำว่าเช่ามาอภัยให้ตัวเอง ที่จริงซื้อขายกันราคาแพงมาก
ส่วนการเมืองผมมองว่าเราใช้ระบบศีลธรรมตัดสินความดีชั่วทางการเมือง เพราะระบบศีลธรรมมันไม่แน่นอนตายตัว ศีลธรรมอิงกับบริบทพื้นที่ กาลเวลา ที่มันต้องอิงกาลเวลา เพราะเวลาเปลี่ยนหรือพื้นที่เปลี่ยนศีลธรรมก็เป็นอีกแบบ เรื่องเดียวกันถูกในอีกพื้นที่ แต่ผิดในอีกพื้นที่ การเมืองบางทีเราใช้ศีลธรรมในการจัดการ ผมเชื่อว่าเราต้องเชื่อในระบบ แต่ศีลธรรมเรามักเชื่อในฮีโร่ เราได้ยินคำว่า ดี เลว โกง เป้าชุดคำนี้ชี้ให้เห็นว่าเชื่อในระบบศีลธรรม เช่น เราเลือกประชาธิปไตย กับเลือกนักการเมืองชั่วไม่เอา ระบบประชาธิปไตยจะจัดการตัวเอง แต่ศีลธรรมมันแล้วแต่คน”
ภาพจุดสีส้ม ดูเหมือนไฟลุกท่ามกลางพงหญ้าสีดำ ชื่อภาพ “เช้าหรือค่ำ” ศิลปินได้แรงบันดาลใจสร้างงานมาจากประสบการณ์ ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วสับสนเวลาว่า เช้าหรือค่ำ “ถ้าผมจะบอกว่าตอนนี้ค่ำก็ไม่ผิดนะ เพราะบรรยากาศมันเหมือนกันเลยตอนนั้น มันเป็นลักษณะลวงของเรา ถ้าเราสร้างขึ้นมาหลอก เย็นเป็นเช้า ทุกคนเป็นได้นะ ผมต้องการจะบอกว่า โดยธรรมชาติมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงความจริงอะไรได้หรอก ความจริงที่เราเข้าใจว่าเป็นความจริงขั้นสูงสุดเป็นความจริงในมุมมองส่วนตัว เป็นปัญหาที่ย้อนกลับมาว่าสิ่งที่ี่เราเชื่อเป็นความจริงของเรา แต่สำหรับอีกคนมันก็ไม่ใช่ มันย้อนกลับไป ไม่มีความจริงขั้นสูงสุดจริงๆ ทุกคอนดิชั่น เช่น ศาสนา วิทยาศาสตร์ การเมือง จะเชื่อในความจริงสูงสุดเสมอ เมื่อเราเชื่อในความจริงสูงสุด เราจะปฏิเสธทุกอย่างว่านั่นคือสิ่งลวง นั่นคือปัญหาที่เราเห็นการไล่ล่าแม่มด เราเชื่อในความจริงสูงสุดว่าเรามีเมตตา เชื่อว่าเขาโง่ เราเชื่ออยู่ในวาทกรรม”
มีงานอีกชุดที่ศิลปินต้องการนำเสนอ คือ ภาพชื่อลึงค์ เฉลิมฉลอง และวันเกิด “ภาพแรกคล้ายมนุษย์ถูกปกคลุมด้วยจีวร บนจีวรมีดอกไม้ ซึ่งดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ทางเพศ แทนค่าพรหมจรรย์ จีวรเป็นสัญลักษณ์ของบุรุษเพศ ถัดมาภาพเฉลิมฉลองศีรษะคนทะลุจีวรออกมา และภาพวันเกิด เป็นจีวรอยู่ใต้กระโปรง แต่เห็นเท้าของเด็ก ผมเล่นเรื่องว่า พุทธเกิดมาจากช่องคลอดแล้วเล่นประเด็นโพสิชั่น สมัยโบราณหัวผู้ชายไม่ให้เล่น แล้วเราเชื่อว่า คนใส่จีวรบริสุทธิ์ไม่ควรอยู่ใต้กระโปรงซึ่งไม่สะอาด แต่ที่ไม่สะอาดนั้นแหละคือที่ให้เกิดขึ้นมา”
นิพนธ์ เปรยว่า อยากทำนิทรรศการเกี่ยวกับการเมืองอย่างเดียวให้เข้มข้นกว่านี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาได้เก็บข้อมูลเอาไว้มาก เพียงแต่รอโอกาสให้มันตกผลึก เพราะการสร้างงานยิ่งถอยห่างออกมาไกลจากสถานการณ์เท่าไหร่ ยิ่งจะมองเห็นอะไรได้รอบด้านมากกว่าคลุกวงในแล้วเล่าออกมาทันที
นิทรรศการส้ม จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ - 31 ก.ค. ณ RMA Institute ซอยสายน้ำทิพย์ 2 ถนนสุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ







