
หยุดกลั่นแกล้งบนออนไลน์
แม้การสื่อสารบนโลกออนไลน์จะมีคุณประโยชน์นานัปการ แต่ในทางตรงข้าม โทษที่เกิดขึ้นก็มีอยู่ไม่น้อย
โดย...บับเบิ้ลบี
แม้การสื่อสารบนโลกออนไลน์จะมีคุณประโยชน์นานัปการ แต่ในทางตรงข้าม โทษที่เกิดขึ้นก็มีอยู่ไม่น้อย ไซเบอร์ บูลลิ่ง (Cyber Bullying) หรือ การกลั่นแกล้ง ผ่านโลกไซเบอร์ คืออีกหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมในปัจจุบัน
ดีแทคได้จัดแคมเปญสร้างสรรค์สังคม รณรงค์ให้เด็กไทยใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกทาง เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่นิยมถ่ายคลิป ถ่ายภาพ โพสต์และแชร์กันอย่างสนุกสนานได้ใช้หัวคิดก่อนจะกดคลิกส่งต่อจนเกิดผลเสียต่อคนในสังคม ผ่านแคมเปญ “ใช้หัวคลิก” หยุดดู หยุดแชร์ หยุดรังแกกันบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เนื่องในวันต่อต้านการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ (STOP Cyberbullying Day) ซึ่งจัดเป็นประจำทุกวันศุกร์ที่ 3 ของเดือน มิ.ย. ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา
อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า จากผลสำรวจที่ทำร่วมกับทาง จส.100 จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นของคนออนไลน์จำนวนกว่า 3.4 หมื่นคน พบตัวเลขและความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจ โดยผู้สำรวจ 80% รู้ว่ามีการ Cyberbullying และมองว่าปัญหานี้รุนแรงต่อสังคม
ขณะที่ 55% เห็นการทำ Cyberbullying ในรูปแบบแอบถ่ายรูปคนอื่นแล้วนำไปโพสต์เมาท์กับเพื่อน รองลงมาคือ 19% เอารูปไปตัดต่อล้อเลียน และ 15% ถูกสวมรอยสร้างโปรไฟล์ปลอม
นอกจากนี้ 54% ของผู้สำรวจ เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Cyberbullying ด้วยการโพสต์แกล้งเพื่อนขำๆ รองลงมา 26% รู้สึกว่าก็แค่แสดงความคิดเห็นลงไปในรูปหรือข้อความที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเพื่อความสนุก และ 20% แชร์ช่วยสังคมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าทำลายสังคมให้แย่ลงกว่าเดิม
ทั้งนี้ ผู้สำรวจ 74% เรียกร้องให้สร้างจิตสำนึกในสังคมออนไลน์ เพื่อลดปัญหา Cyberbullying รองลงมา 26% หยุดโพสต์ หยุดแชร์ในเรื่องที่ไม่รู้จริง
“ปัญหาในเรื่องของไซเบอร์บูลลิ่งนั้น กลายมาเป็นหนึ่งในปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบแก่เด็กในช่วงวัย 10-12 ปี ที่มีโทรศัพท์มือถือและเฟซบุ๊กมากที่สุด เพราะเด็กในวัยนี้ยังไม่มีภูมิคุ้มกันในเรื่องของการถูกรังแกผ่านโลกออนไลน์ จึงต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เด็กรู้จักระมัดระวังตัวเองเมื่อเกิดปัญหา และไม่แชร์ ส่งต่อหรือเป็นกองเชียร์ที่ทำให้เกิดปัญหาไซเบอร์บูลลิ่งขึ้น เนื่องจากปัญหาไซเบอร์บูลลิ่งนั้น เคยมีผลสำรวจจากหลายงานวิจัยที่ให้เด็กตอบแบบสอบถามชี้ว่า การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์เป็นเรื่องปกติถึง 28% อีก 39% มองว่าการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์เป็นเรื่องสนุก และจะพบการด่าทอด้วยคำหยาบคายมากถึง 33%” อรอุมา กล่าว
ปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานแบรนด์คอมมูนิเคชั่น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า การแชร์หรือส่งต่อภาพที่มีถ้อยคำเกลียดชังไปบนโลกออนไลน์นั้น เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าเรื่องที่ส่งต่อไปเหล่านั้นจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่สำหรับผู้ถูกกระทำ และต้องการให้คนที่โพสต์ได้หยุดคิดก่อนที่จะโพสต์หรือพิมพ์ข้อความเชิงเกลียดชัง
“การที่ผู้ส่งต่อข้อความไปตัดสินหรือทำร้ายบุคคลอื่นที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เหมือนเป็นการใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือไปตัดสินคนที่ไม่มีความผิด สิ่งที่บางคนรู้สึกสนุกนั้นอาจจะเป็นไซเบอร์บูลลิ่งสำหรับบางคนก็ได้ หากดูวงจรของปัญหาที่เกิดไซเบอร์บูลลิ่งนั้น จะประกอบไปด้วย ผู้ทำ > ผู้ถูกกระทำ > กองเชียร์ และคนที่ควรเข้ามาช่วยเหลือผู้ถูกกระทำก็คือผู้ปกครองและครู” ปารมี กล่าว
หากพบว่าลูกหลานหรือคนในครอบครัวของคุณเริ่มหลีกหนีออกจากสังคม เด็กไม่อยากไปโรงเรียนและมีข้ออ้างมากขึ้นแสดงว่ากำลังถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งสังคมออนไลน์มีพลังมากหากถูกใช้ไปในทางที่ผิดอาจตัดสินชีวิตคนที่ไม่ได้มีความผิดเลยก็เป็นได้ ส่วนผู้กระทำก็ต้องคิดก่อนลงมือทำ เพราะตอนนี้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ แคมเปญใช้หัวคลิกจะมีระยะเวลาดำเนินการจนถึงสิ้นปี ซึ่งหลังจากทำมา 1 ปีครึ่งได้มีการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย และตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 4 หมื่นราย เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกันในเรื่องของการป้องกันตัวเองจากโลกไซเบอร์ให้มากขึ้น โดยทางดีแทคจะปรับเนื้อหาและข้อมูลให้ทันสมัย เพื่อเด็กที่เข้ารับการอบรมได้รับข้อมูลที่เหมาะสมตลอดเวลา
อรอุมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเด็กหายในสังคมเกิดขึ้นเดือนละ 60 คน เฉลี่ยวันละ 2 คน มาจากทั้งความยินยอม สูญหาย และถูกล่อลวงไปในทางที่ผิด ซึ่งเกิดได้กับเด็กทั้งชายและหญิง ดังนั้น หากผู้ปกครองเกิดปัญหาเด็กหายอย่าเพิ่งโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เพราะจะมีผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลดังกล่าวไปล่อลวงเด็กซ้ำซ้อนได้
“หากเจอปัญหาเด็กหาย ถูกบังคับล่อลวงหรือทำร้ายทั้งจากชีวิตประจำวันและโซเชียลมีเดีย ให้แจ้งความกับตำรวจและมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งได้มีการพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ ซึ่งทางโอเปอเรเตอร์จะช่วยสืบหาจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เพื่อช่วยเหลือเด็กได้อย่างทันท่วงที”







