
ขอรับกรรมฐาน...เข้าพรรษาปี’๕๓ (จบ)
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ในห้วงเวลาจำศีลเข้าพรรษา ๓ เดือน ญาติโยมมีความประสงค์ปฏิบัติธรรมอบรมจิต เพื่อสร้างปัญญาธรรมให้เกิด จะได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
จึงใคร่ขอกรรมฐาน หรือข้อธรรมะเพื่อเป็นอนุสติในกาลเข้าพรรษา ขอพระคุณเจ้าได้พิจารณามอบกรรมฐานผ่านทาง “โพสต์ทูเดย์” เพื่อญาติโยมผู้ไม่ค่อยมีเวลาไปวัดฟังธรรม ด้วยกิจธุระทางโลกมากจะได้ศึกษาปฏิบัติเป็นส่วนตนที่บ้านได้ ขอแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติได้ผลตรงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหวังว่าพระคุณเจ้าคงจะช่วยอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายได้อย่างแน่นอน
กราบเรียนมาด้วยความเคารพ
“ผู้มีภาระทางโลก แต่ไม่ทิ้งธรรม”
วิสัชนา : เพราะจิตของพวกเรามันขาดกำลังที่ฝึกฝน กำลังคลื่นมันก็น้อยถ้าเราทำหลายๆ ครั้ง ๕ ครั้ง ๑๐ ครั้ง คลื่นมันก็จะโตขึ้นๆ พลังจิตเราก็จะส่งมากขึ้นๆ อาตมานำเร็วเพราะเห็นว่าเราฝึกปฏิบัติกัน เมื่อปฏิบัติจริงในแต่ละครั้งให้มีอาการมากขึ้น นี่คือการฝึกฝนให้เจริญเมตตา ๗ ขั้น เพื่อให้เข้าสู่การเมตตาอย่างแท้จริง และเข้าสู่การเจริญสมาธิเข้าสู่องค์รูปฌานโดยหลักแห่งเมตตา เห็นไหมว่าไม่ต้องบริกรรม แต่ใช้อาการแห่งจิตรู้อารมณ์ธรรม ทำอารมณ์ธรรมให้เกิดขึ้นที่จิต เคล็ดวิชาคือ ทำอารมณ์ธรรมให้เกิดขึ้นที่จิต และนำจิตนั้นขับอารมณ์ธรรม ด้วยกำลังลมที่มีธรรม ไปสู่ทิศทางที่เราต้องการ เพื่อให้เกิดให้เป็นไปเช่นนั้น สำเร็จมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอารมณ์ธรรมที่เกิดขึ้นในดวงจิตของเราทั้งหลาย ต่อไปส่งความเมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ให้พ้นทุกข์ ให้มีความสุขยิ่งขึ้นไปทุกทิศ
ต่อไปกำหนดทิศเบื้องบนศีรษะเราทั้งหมดว่า “ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ ในทิศเบื้องบน ปราศจากทุกข์ และมีความสุขยิ่งขึ้นไป” โดยเบ่งขึ้นทางศีรษะเบื้องบนทั้งหมด ผู้ที่เจริญเมตตา หรือเจริญกรรมฐาน จึงต้องนั่งดำรงกายให้ตรงอยู่เสมอ เพราะมันเป็นการควบคุมจิต และจิตควบคุมกาย ให้กายพร้อมที่จะสามารถทำงานทุกทิศทุกทาง เมื่อเราจะเบ่งก็คือเบ่ง ด้วยการขึงกลั้นความรู้สึกไว้ แล้วก็เบ่งออกไป จะเกิดความซาบซ่านแม้กระทั่งหน้ายังชา หน้าชา ตัวชา ขนลุกขนพอง นั่นแสดงว่า อาการของสมาธิของเรา ลุ่มลึก ละเอียดตามวาระแห่งจิตต่อไปเบ่งสู่ทิศเบื้องล่างให้สรรพสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ในทิศเบื้องล่าง จงมีความสุขปราศจากทุกข์ภัยเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันเราเบ่งรอบตัวเลย แผ่ไปว่าขอสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายจงมีความสุข ปราศจากทุกข์ภัย
“สัพเพ สัตตา, สัพเพ ปาณา, สัพเพ ภูตา, สัพเพ ปุคคะลา, สัพเพ อนริยปริเยสนา อะเวรา โหตุ, อัพยาปัชฌา โหตุ, อะนีฆา โหตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ขอให้สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายจงมีความสุข หมดไปจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น”
เบ่งความรู้สึกไปรอบตัว เหมือนลมที่โป่งพองไปรอบทิศทาง มันขึ้นอยู่กับการดึงลม ดึงความรู้สึกแห่งธรรม ทำให้มาก มากเท่าไหร่ เบ่งเท่าไหร่ก็มีกำลังมากเท่านั้น ทำหลายๆ รอบเข้า ก็มีกำลังจิตที่เข้มแข็งขึ้นต่อไป จะเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง ตอนนี้เรามีเมตตาจิตเกิดขึ้นแล้วและได้รับอานิสงส์ตรงนี้ ผู้ที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จิตจะตั้งมั่น ถ้าเกิดเมตตาจริงๆ จะไม่เจ็บไม่ปวดเลย ถ้าเจ็บตรงไหนเราแผ่ไปยังส่วนที่เรามีเวทนา ลองดู ปวดด้านซ้ายก็แผ่ไปยังด้านซ้าย ปวดด้านขวาก็แผ่ไปยังด้านขวา เอาจิตแผ่ให้ลึก ละเอียด เวทนาก็จะดับสูญหายไปได้เช่นเดียวกัน จะซาบซ่านไปตามสรรพางค์กาย ลองแผ่จนทุกขเวทนาเราดับ
วันนี้สอนให้สู้กับเวทนา ถ้าเกิดขึ้นให้แผ่เมตตา ถ้าเรายังขาดเมตตาตนมันก็ไม่เกิด กำลังจิตไม่พอ ก็จะสู้ความทุกข์ไม่ได้ เวทนาก็ไม่สูญไป ถ้าจิตมีสมาธิที่มีเมตตาจิตที่แข็งแรงจริง เมื่อเราแผ่ตรงไปจุดไหน มันจะซาบซ่าน และทำให้ส่วนนั้นคลายจากความเจ็บ คลายจากความทุกข์นั่นคืออานิสงส์ เราจึงต้องดำรงไว้ในสมาธิที่ต่อเนื่องจึงจะมีกำลังที่ใช้งานใช้ประโยชน์ได้ จึงเกิดประโยชน์กับเราอย่างแท้จริง...เอวัง
ขอเจริญพร







