
(มูฮัมหมัด) อาลี คนกล้า
“โชคมักเข้าข้างคนกล้า” ผมเคยได้ยินประโยคนี้จากใครจำไม่ได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันจริง ที่ผมหวนคิดถึงประโยคนี้ขึ้นมาก็เพราะตัวเองเหลือบไปเห็นรูปหน้าปกนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด ลงภาพนักมวยชื่อดังระดับโลก ชื่อมูฮัมหมัด อาลี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน แต่ทั่วโลกยังจดจำร่องรอยความกล้าของเขาได้ไม่ลืมเลือน
“โชคมักเข้าข้างคนกล้า” ผมเคยได้ยินประโยคนี้จากใครจำไม่ได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันจริง ที่ผมหวนคิดถึงประโยคนี้ขึ้นมาก็เพราะตัวเองเหลือบไปเห็นรูปหน้าปกนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด ลงภาพนักมวยชื่อดังระดับโลก ชื่อมูฮัมหมัด อาลี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน แต่ทั่วโลกยังจดจำร่องรอยความกล้าของเขาได้ไม่ลืมเลือน
แบบอย่างการใช้ชีวิตกล้าๆ ของอาลีที่อเมริกันชนคนรุ่นใหม่ยังคงเลื่อมใสศรัทธา ได้กลายเป็นแม่แบบของคนที่ลุกขึ้นได้ดี เพราะความกล้ายืนหยัดเพื่อศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเป็น แม้เขาขึ้นชื่อว่าเป็นคนคุยโวโอ้อวด ขี้โม้ถึงสรรพคุณต่างๆ นานาของตัวเอง พร้อมไม่กริ่งเกรงที่จะถากถางบรรดาคู่ต่อสู้เพื่อสร้างสีสันให้สังเวียนมวย เท่านั้นไม่พอยังแถมอาศัยความหล่อเหลาของตัวเองปล้นหัวใจสาวๆ อีกนับไม่ถ้วน ให้คนหมั่นไส้เพิ่มเข้าไปอีก
ทุกอย่างเกี่ยวกับเขากล้าท้าทายสังคมเหมือนกับเป็นโลโก้ประจำตัวไปเรียบร้อย
แต่แก่นจริงๆ ของอาลีที่ใครกลับหลงใหลนั้น มันได้ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความดูเขลาฉาบฉวยของนักมวยฝีปากกล้าคนนี้ นั่นคือความกล้าทวนกระแสสังคมและยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ
ภาพสุดท้ายที่คนจำเขาได้กลับไม่ใช่ฝีหมัด แต่เป็นแก่นในหัวใจ แม้อย่างแรกจะทำให้ดังพลุแตกก็ตาม แต่ดังไม่ยาวเท่า “แก่น” ในตัวเขา
อาลีตั้งมั่นว่าเขาจะไม่ยอมดูถูกตัวเองและไม่ดูถูกคนที่มอบศรัทธาให้เขา เขากล้ายืนบนความเสี่ยงและต้านกระแสหลักของสิ่งที่เขามองว่าล้าหลังและไม่ใช่ทางที่เป็นธรรม สิ่งนี้ทำให้เขาดังกว่าความสามารถทางหมัดมวยในที่สุด เพราะวันที่เขาตกอันดับในสังเวียนมวย แต่เขายังคงความเป็นไอคอนด้านการสร้างศรัทธาให้คนรุ่นหลัง สิ่งหลังนี้เองที่เป็น “สมบัติ” ที่เขาคืนให้กับอเมริกันชนอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เขาต่อต้านหลายสิ่งที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมหลักของความเป็นอเมริกันชน เช่น เรื่องศาสนา การเมือง การเข้าร่วมสงครามเวียดนาม และวัฒนธรรมคนผิวขาว เป็นต้น
อาลีกลายเป็นไอคอนของคนกล้า คนท้าทายสิ่งที่ผิด สิ่งที่ไม่เป็นธรรม เขายอมให้คนจำนวนหนึ่งเกลียดชังและหมั่นไส้เขา เพื่อแลกกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีวิญญาณจิตเสรีแบบเขา และเขาถือว่าเขาใช้ชีวิตได้คุ้มค่าแล้ว
คนที่ยอมรับอย่างซื่อๆ ว่าไม่ฉลาดอ่านหนังสือไม่เคยจบ พูดแบบมีสาระมากก็ไม่คล่อง แถมยังเรียนได้ยอดแย่ กลับเป็นแม่แบบเพียงเพราะเป็นคนไม่ยอมท้อ ยิ่งใครพูดอะไรให้สั่นคลอน เขายิ่งกล้าขึ้นจนบางทีคนรอบตัวเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากล้าบ้าบิ่นเกินไปหรือเปล่า? แต่ความกล้าที่เขามีมันพาเขาผ่านมรสุมชีวิตช่วงตกต่ำหลายช่วง ไม่ว่าจะเป็นการถูกต่อต้าน รังแก เหยียดสีผิว และปัญหาทางการเมืองในยุคสงครามเวียดนาม และวัฒนธรรมหลักของคนผิวขาวในสหรัฐ รวมถึงช่วงชีวิตรักแย่ๆ ปัญหาการเงิน ปัญหาถูกคนเอาเปรียบทางธุรกิจ และโรคพาร์กินสันที่คร่าชีวิตเขาไปในที่สุด
ทั้งหมดถูกสยบภายใต้หมัดที่ชื่อว่า “ความกล้า” ที่อาลีพังทุกประตูอุปสรรคชีวิต จนวันสุดท้ายของลมหายใจ
เมื่อเราดูชีวิตของอาลี เราจะเห็นว่าหลายครั้งเรามักเข้าใจผิดคิดว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ทำสิ่งที่ใครๆ ก็มองว่าดี เราแลกการพบ “แก่น” ของตัวเอง กับชีวิตที่ไปตามกระแส จนเราไม่กล้ามองลึกลงไปว่า จริงๆ หลักการชีวิตเราคืออะไร? (ที่ไม่ใช่กระแสที่สังคมยัดเยียดให้) และเรากำลังให้เกียรติตัวเองพอ ที่จะใช้ชีวิตให้ตรงกับสิ่งที่เราศรัทธาหรือไม่? ในวันที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ เรายังกล้าไป เพื่อสิ่งที่ดีกว่าหรือเปล่า?
คนทีค้นพบตัวเองอย่างกล้าหาญต้องเข้าถึงแก่นของตัวเองให้ลึกแบบจัด “โหดกับตัวเองก่อน” แทนที่จะปล่อยชีวิตตัวเองตามกระแสเกินไป เราจะเห็นว่าชีวิตที่กล้า ดีกว่าชีวิตที่ใช้ไปเรื่อยๆ
ท้ายสุดอยากฝากข้อความบันดาลใจให้ทุกท่านมีใจความดังนี้คือ
ชีวิตเรามีค่า
ชีวิตเราไม่ยาวมากพอที่จะปล่อยไปวันๆ เราจึงต้องกล้าพอที่จะใช้ชีวิตเดียวที่มีให้ดี หยุดทำในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แก่ใจว่า เราไม่ศรัทธามัน
อย่าไปกลัวใครตัดสิน เพราะชีวิตเราต้องมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หวังร้ายและหวังดี ปนๆ กันไปอยู่แล้ว
บางทีชีวิตคุณอัศจรรย์ตรงนี้เอง ตรงที่คุณต้องอธิบายความดี หรือ “แก่น” เฉพาะตัวคุณที่คุณหามันเจอเอง
เหมือนอาลีที่เขารู้ว่าเขาไม่ฉลาด อ่านหนังสือไม่คล่อง หลักวิชาการไม่มี แต่เขามีแก่น ความเป็นตัวเขา และเขาใช้เวทีมวย เพื่อแสดงแก่นในตัว จนวันสุดท้ายของชีวิต
มันอาจคุ้มกว่าที่คิด ถ้าเราศรัทธาตัวเองพอ
แล้วเราจะพบว่า “โชค เข้าข้างคนกล้าจริงๆ”







