posttoday
นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

18 มิถุนายน 2559

นริศ เชยกลิ่น วัยย่าง 55 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทที่เพิ่งรวมกิจการระหว่างบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

นริศ เชยกลิ่น วัยย่าง 55 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทที่เพิ่งรวมกิจการระหว่างบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์กับกิจการอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ผู้ผลิตเบียร์สิงห์มานานกว่า 80 ปี แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น Sพร้อมทีมบริหารชุดใหม่ ภายใต้เจ้าของใหม่ ภิรมย์ภักดี และได้ นริศ มือดีด้านการเงินรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี จากบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มาเป็นแม่ทัพใหญ่

ช่วงเวลาที่นริศเข้ามานำพา S ตั้งแต่ปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้ทีมงานที่มีชญานิน เทพาคำ ประธานคณะกรรมการบริหาร ล่องลม บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน และเมธีวินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน กิจการของ S มีสินทรัพย์เติบโตกว่าเท่าตัว

ปี 2558 ปีแรกเต็มปีที่เข้ามาบริหารงาน S มีขนาดติดอันดับSET100 หรือหุ้นบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 100 อันดับแรก และปี 2559 หุ้นติดอันดับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (SmallCap.) ดัชนี MSCI

ปัจจุบัน S เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดยอดขายติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใน ตลท.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทไตรมาสแรกที่ผ่านมามีกำไร 100 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน23 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน และขาดทุน 81 ล้านบาทไตรมาส 4 ปี 2558

นริศ กล่าวว่า ความเป็นกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และการที่มีทีมงานที่แข็งแกร่งช่วยได้มาก ทั้งนี้ได้นำประสบการณ์ต่อยอดซื้อกิจการจากโมเดลที่ทำที่ CPN เข้ามาช่วยทำให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเงินทุนและเครดิตที่พรั่งพร้อมของกลุ่มปี 2558 S เข้าไปซื้อหุ้น 51%ในเนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ กิจการบ้านเดี่ยวและที่อยู่อาศัยแนวราบ และเดือน ส.ค. 2558 รับโอนกิจการอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส รวมถึงมีการขยายธุรกิจโรงแรมไปสหราชอาณาจักรโดยเข้าซื้อกิจการโรงแรมจูปีเตอร์สของจูปิเตอร์ โฮเทล โฮลดิ้งส์ ทำให้กลายเป็นเจ้าของโรงแรม 26 แห่งในสหราชอาณาจักร

ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจจริงจังเต็มปีคือปีก่อน มาสร้างคนสร้างแบรนด์สร้างระบบใหม่หมด โดยภิรมย์ภักดีเปิดทางให้มืออาชีพบริหารงานเต็มที่ภายใต้ทิศทางที่ตระกูลกำหนด คนในตระกูลเข้ามาเป็นกรรมการเท่านั้น

โจทย์ที่เขาได้รับจากกลุ่มบุญรอดคือต้องสร้างรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กลุ่ม 2 หมื่นล้านบาทหรือ20%ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม 1 แสนล้านบาทภายใน 5ปี โดยเริ่มจากศูนย์

นริศ กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ใน 5ปีดังกล่าว 1 หมื่นล้านบาทจะต้องมาจากการเข้าซื้อกิจการที่สร้างรายได้เข้ามา ขณะนี้กิจการที่ซื้อมาแล้วสร้างรายได้ 2,000ล้านบาทในปีนี้ จากเป้าหมายรายได้ทั้งปี7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผน S ต้องลงทุนปีละ 1 หมื่นล้านบาท และต้องเพิ่มทุนให้เพียงพอ และมีการตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์บ้าง

ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันรายได้ของ S จะได้เพียงประมาณ 1% ของกลุ่มและคาดว่าปีนี้จะได้เพียง 2-3% แต่นริศคาดว่าหลังจากการขายโครงการดิ เอส อโศกโครงการคอนโดมิเนียมหรู 55 ชั้น 419ยูนิต บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ4,500 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี2561-2563 ที่จะทำให้รายได้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นริศตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 5 ปีนี้ที่คาดว่าต้องมีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท จะต้องมาจากรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 60% ที่เหลือจะมาจากธุรกิจโรงแรม

“ในเมื่อเขาให้โอกาสผมทำในสิ่งที่ดี สร้างองค์กร สร้างระบบ สร้างชื่อเสียงแบรนด์ เขาให้อิสระต่อมืออาชีพ ล่าสุดการเพิ่มทุนของบริษัทได้มีการออกวอร์แรนต์(ใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อแลกหุ้นสามัญ)ได้มีการออกหุ้นให้พนักงาน 100 ล้านหุ้นหรือครึ่งต่อครึ่งเพื่อให้พนักงานมีโอกาสร่วมหัวจมท้าย ลืมตาอ้าปากได้เพื่อสร้างผู้นำรุ่นต่อไป”

นริศเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร S ด้วยการชักชวนของชญานิน เทพาคำ (ภิรมย์ภักดี) ประธานคณะกรรมการบริหาร ที่เป็นคนในตระกูลภิรมย์ภักดี จากงานประมูลไนท์ พลาซ่า ณ ขณะนั้นนริศเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน CPNและได้รับการชวนให้มาอยู่ S

“ตอนนั้นผมอยู่ CPN มา 16 ปีครึ่ง คิดว่าจะเกษียณที่นั่น แต่คุยกับคุณชญานินถูกคอ ถ้ามาเหนื่อย แต่คงสนุก นำประสบการณ์จาก CPN มาใช้ได้ ประกอบกับอยู่ที่นั่นอิ่มตัวแล้ว จึงตัดสินใจมา”

หลังจากบริษัทติดอันดับ SET 100 เป้าหมายต่อไปของเขาคือการติดอันดับ SET 50เพื่อให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

นริศมองว่า อนาคต S จะคล้ายบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) คือเป็นบริษัทที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ ทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ทรัสต์เพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ธุรกิจโรงแรม บริษัทขนส่งและคลังสินค้า

ปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง1 เท่า อนาคตหลังเพิ่มทุนคาดว่าจะเหลือ0.3-0.5 เท่า

สำหรับงานที่นี่ไม่ต่างจากเดิมมากนักผิดกันแต่ว่าในตำแหน่งซีอีโอ เขาได้อิสระในการบริหารงานมากกว่า เวลาว่างส่วนใหญ่ถ้าไม่สังสรรค์กับคู่ค้า ก็คือให้เวลากับครอบครัวเพราะวันนี้ลูกชายเขาวัย 20 ปีแล้วกำลังเรียนปี 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โคลนนิ่งพ่อมา แต่เรียนต่างค่าย (นริศจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

“ผมอยากให้ลูกจบมามีอาชีพรับบริหารพอร์ตให้กองทุนส่วนบุคคล แต่เขาต้องมีประสบการณ์บริหารพอร์ตในกองทุนก่อนสิ่งที่เขาเรียนเขาเลือกเอง เขาสนใจในพอร์ตส่วนตัวที่ผมบริหารเองอยู่เสมอ ชอบถามว่าลงทุนอะไร ผลการลงทุนเป็นอย่างไร”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ความเก่งของเขาย่อมถูกถ่ายทอดไปยังทายาทเป็นธรรมดา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท