
ประกันชีวิตนั้น สำคัญไฉน
โดย...มิสเตอร์เซฟ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...มิสเตอร์เซฟ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เชื่อว่าคงมีหลายคนนึกแย้งอยู่ในใจว่า ประกันชีวิตไม่เห็นจะสำคัญตรงไหนเลย ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ หาเรื่องเสียเงินเปล่าๆ เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ใช่แล้ว!!! มีคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่คิดแบบนี้ และมีคนไทยอีกไม่น้อยเหมือนกันที่ซื้อประกันเพราะความเกรงใจ เพราะช่วยเพื่อน ช่วยญาติ แต่ไม่เคยทราบเลยว่าแบบประกันที่ตนเองซื้อมีความคุ้มครองอย่างไรบ้าง? บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าซื้อทุนประกันเท่าไร? รู้อย่างเดียวว่าต้องชำระเบี้ยเท่าไรกรมธรรม์ไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยอ่าน พอได้มาก็เก็บเข้าลิ้นชักโต๊ะเลย ไม่เคยเปิดอ่าน บางคนยังดีที่เปิดมาดูว่าชื่อถูกต้องหรือไม่
ที่น่าห่วงคือคนขายแนะนำให้ทำทุนประกันเท่าไรก็ทำเท่านั้น เนื่องจากช่วงนั้นมีเงินพอจะชำระเบี้ยได้ โดยไม่ได้พิจารณาว่ารายได้คงเหลือสุทธิที่เราพอจะแบ่งปันมาชำระเบี้ยประกันได้ทุกเดือนหรือทุกปีควรเป็นเท่าไร โดยที่จะไม่ทำให้เดือดร้อนจนหยุดชำระเบี้ย ทำให้กรมธรรม์ขาดความคุ้มครอง จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าเสียฟรี ไม่น่าทำเลย
บางคนพอทำไปแล้วตอนเคลม (เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน) ไม่ได้ เนื่องจากการแถลงเรื่องสุขภาพไม่ได้ให้ข้อเท็จจริง สาเหตุมาจากตอนทำประกันไม่ได้กรอกใบสมัครเอง และไม่ได้ตรวจก่อนที่จะลงนามว่าข้อมูลเรื่องสุขภาพที่ต้องตอบ ผู้ที่กรอกให้อาจกรอกไม่ครบถ้วน พอถึงเวลาที่จะเคลม ปรากฏว่าบริษัทตรวจสอบพบว่าการแถลงเรื่องสุขภาพมีการปกปิดข้อมูล จึงไม่ยอมจ่ายเคลม
หลังจากนั้นข้อมูลในแง่ลบของการทำประกันก็ถูกพูดกันแบบปากต่อปาก ทำให้คนเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทำประกันชีวิตและปลูกฝังกันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ซึ่งปัจจุบันก็ถือว่าดีขึ้นในระดับหนึ่งที่คนไทยเริ่มเห็นคุณค่าของการทำประกันชีวิตกันมากขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมชักชวนให้คนทำประกันมากขึ้น เช่น มีประกันเอื้ออาทรออกมา เพิ่มวงเงินที่จะนำค่าเบี้ยมาหักลดหย่อนภาษีจาก 1 หมื่นบาท เป็น 5 หมื่นบาท ตลอดจนกรมการประกันภัยเข้ามาดูแลคุณภาพของตัวแทนให้มีมาตรฐานมากขึ้น แล้วยังเพิ่มช่องทางการซื้อประกันให้มากขึ้น เช่น สามารถซื้อผ่านธนาคารได้ เป็นต้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรที่มีประกันของบ้านเรา จนถึงปัจจุบันนี้ก็มีแค่ประมาณ 15-20% เท่านั้น อีกจำนวน 80% ยังไม่มีความคุ้มครอง นี่จึงถือเป็นความเสี่ยงของสังคมอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ทำไมต้องทำประกันชีวิต? พูดง่ายๆ ก็คือ การทำประกันคือการวางแผนป้องกันความเสี่ยงภัยด้านรายได้ในอนาคตข้างหน้าที่อาจเป็น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า วันนี้เรายังมีงานทำ ยังมีแรงทำงานหารายได้มาเลี้ยงชีพ มีเงินออมส่วนหนึ่ง แต่ในวันข้างหน้ายามเกษียณมีใครบอกได้บ้าง ว่าเงินออมนั้นจะเพียงพอหรือไม่ เราอาจคิดว่ามันจะเพียงพอ แต่เราได้เตรียมเผื่อไว้บ้างหรือเปล่า
ถ้าหากมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น และกระทบเงินออมของเราทำให้ยอดลดลง หรือวันนี้เรามีครอบครัว มีพ่อ แม่ ลูก ครอบครัวเราพึ่งพารายได้จากเราเพียงคนเดียว ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเรา (เสียชีวิต) เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าเงินออมที่มีอยู่จะพอเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือไม่ ลูกจะได้เรียนจนจบหรือไม่ หรือวันหนึ่งข้างหน้า หากเราเกิดเจ็บป่วย จำเป็นต้องใช้เงินเป็นค่ารักษาพยาบาล ถึงวันนั้นถ้าหากไม่มีประกันสุขภาพ เราก็ต้องใช้เงินออมของครอบครัวนั่นแหละมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล
เพียงแค่นี้คงจะเห็นภาพแล้วว่า หากไม่วางแผนสร้างหลักประกันไว้ตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าชีวิตบั้นปลายจะอยู่ดีมีสุข ไม่เป็นภาระชาวบ้าน ไม่เป็นภาระสังคม หรือจะอุ่นใจได้อย่างไร ว่าถ้าเราไม่อยู่ พ่อ แม่ ลูก เมีย จะไม่ลำบาก
ฉะนั้น สรุปได้ว่าการทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ คือ การวางแผนและการสร้างหลักประกันให้ตัวคุณและครอบครัวในอนาคตนั่นเอง







