posttoday
ไม่ขอเลือกแค่สิ่งเดียว

ไม่ขอเลือกแค่สิ่งเดียว

11 สิงหาคม 2553

....หนูดี-วนิษา เรซ

ล่าสุดนี้หนูดีเพิ่งได้เห็นเทรนด์ประหลาดๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต คือ พ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ มักชอบบอกว่า “อยากให้ลูกเป็นคนดีและมีความสุขเท่านั้น ไม่ต้องเก่งมากและไม่ต้องรวยมากก็ได้” ที่หนูดีว่าน่าแปลกก็คือ ทำไมเราจะเลือกครบทั้งสี่อย่างไม่ได้ ในเมื่อทั้งสี่อย่างนี้ไม่ได้ขัดกันเลยแม้แต่นิดเดียว การเป็นคนดีที่เก่งและมีเงิน ก็ยังมีความสุขได้ หรือเราจะพอใจให้ลูกเราเป็นคนดี มีความสุข และทั้งโง่ทั้งจน แถมเป็นหนี้อีกต่างหาก หนูดีว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนหวังสิ่งนี้ให้ลูกแน่ๆ

แต่เหมือนที่ฝรั่งพูดไว้ “Be careful what you wish for” ระวังสิ่งที่คุณหวัง เพราะมันมักจะเป็นจริง

การที่เราพูดให้ลูกฟังบ่อยๆ ว่า พ่อแม่ไม่หวังอะไรมากไปกว่าให้ลูกเป็นคนดี เป็นคนมีความสุข เราต้องไม่ลืมว่า “คนดี” นี่ละค่ะ ที่เป็นกลุ่มคนที่โดนเอาเปรียบมาก แถมบางคนโดนเอาเปรียบแล้วยังมีความสุขได้อีกต่างหาก เพราะปลอบใจตัวเองได้ดี และเพราะเด็กบางคนโดน “โปรแกรม” จากพ่อแม่มาตลอดว่า “ไม่ต้องรวย” บางคนถึงแม้ทำงานได้เงินเยอะแค่ไหนก็เก็บเงินไม่อยู่เสียที ต้องเสียไปในเรื่องไม่ควรเสีย แถมไม่เคยก้าวขึ้นไปถึงขั้นการลงทุนได้เสียที เพราะเดือนต่อเดือนก็ยังต้องหมุนให้เงินชนเดือนและเพียงพอกับใบเสร็จต่างๆ อยู่เลย

หนูดีไม่เห็นว่า “เงิน” เป็นของน่ารังเกียจตรงไหน ตรงกันข้าม เงินน่าจะเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เคยคิดค้นได้ทีเดียว เพราะมีเงินสดเราจึงไม่ต้องตุนอาหารไว้เป็นตันๆ ในบ้าน เพราะมีเงินสดเราจึงไม่ต้องสะสมโลหะหรือหินมีค่าไว้แลกเปลี่ยนสิ่งของ ทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงเป็นเป้ามิจฉาชีพ เพราะมีเงินสดเราจึงสามารถมีสื่อที่เป็นกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเรา และยิ่งปัจจุบันมีธนาคารกำเนิดขึ้นมา เราไม่ต้องเก็บเงินไว้กับตัวให้อันตรายอีกต่อไป และถ้าเราไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรามีเงินแค่ไหน ทั้งหมดที่ต้องทำก็คือ “เงียบ” เท่านั้นเอง เห็นไหมคะว่า โลกที่มีเงินเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้นมาก

หนูดีว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินหรอกค่ะ แต่ปัญหาอยู่ที่ “คน” ต่างหาก

เงินเป็นของที่ “เป็นกลาง” มาก ไม่ได้มีความเป็นบวกหรือเป็นลบในตัวเอง แต่วิธีที่เรารับมือกับเงิน วิธีที่เราคิดกับเงิน วิธีที่เราใช้เงิน วิธีที่เราเลือกลงทุน ทั้งหมดนี้ต่างหากจะเป็นตัวกำหนดว่า เงินที่อยู่ในมือเราเป็นสิ่งที่สวยงามหรือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

อีกเทรนด์หนึ่งที่แสนประหลาดก็คือ การคิดว่า “ขอทำงานอย่างมีความสุข ไม่ต้องได้เงินเยอะก็ได้” และแปลกที่คนจำนวนมากเชื่อเอาจริงๆ จังๆ ว่า งานที่จ่ายเงินเยอะเป็นงานที่ไม่มีความสุข และงานที่จ่ายเงินน้อยเป็นงานที่มีความสุขกว่า ถ้าเชื่อแบบนี้ก็แปลว่างานที่จ่ายเงินน้อยที่สุดในโลกต้องเป็นงานที่มีความสุขที่สุดในโลก ใช่ไหมคะ ซึ่งหนูดีว่าหากเราได้ไปคุยกับคนที่ทำงานได้เงินน้อยที่สุดในโลก คงยากที่เขาจะบอกว่าเขามีความสุขที่สุดในโลก

แต่เราไม่เห็นต้องเลือกนี่คะ เราสามารถทำงานที่ได้เงินเยอะและเป็นงานที่มีความสุขก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยที่เราจะตั้งให้ตัวเอง สมมติว่า เราไม่ชอบงานทนายแต่เรากลับเลือกเรียนกฎหมายแล้วจบออกมาทำงานตามที่เรียน แน่นอนว่าเราต้องมีความทุกข์ และแน่นอนว่าอาชีพทนายถ้าทำดีๆ เราก็มีเงินมากได้ แต่โทษการมีเงินมากว่าทำให้เราทุกข์จะถูกหรือคะ เหมือนไปจับคนที่ไม่ใช่โจรมาลงโทษ ทั้งๆ ที่คนผิดจริงๆ คือ “เราเอง” ต่างหาก ที่ไม่รู้ใจตัวเอง ไปหลงทำอะไรที่ไม่ถูกกับนิสัยและความชอบ

ถ้าเราอยากให้เงินอยู่กับเรานานๆ เราต้องไม่คิดว่าเงินเป็นแค่กระดาษหรือเป็นตัวเลขในบัญชี แต่ต้องคิดให้ได้ว่า “เงินเป็นสิ่งมีชีวิต” และเป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางต้องการทะนุถนอมเสียด้วย หนูดีมักเลือกมองเงินด้วยความรักเหมือนเขาเป็น “ลูกน้อง” คนหนึ่ง เป็นลูกน้องที่เราต้องให้ความรัก ให้การดูแล ไม่ต่างจากคนที่เป็น “ลูกน้อง” หรือพนักงานจริงๆ ในบริษัทของตัวเองเลยทีเดียว

ถ้าลูกน้องจริงๆ ของเราได้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะกับเขาอย่างแท้จริง เขาก็จะผลิตผลงานดีๆ ออกมามากมาย เงินก็เช่นกัน เงินของเราต้องการ “ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม” กับตัวเขาเช่นกันค่ะ หากเงินเราไปเก็บอยู่ถูกที่ (เช่น อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร หุ้น ธุรกิจ ฯลฯ) เขาก็จะมีความสุขและออกลูกออกหลาน สร้างผลผลิตมาให้เรามากมาย เงินเป็นลูกน้องที่จงรักภักดีมากเสียด้วย พร้อมจะทำงานให้เราตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะลูกน้องจริงๆ ที่เป็นคนต่อให้รักเราแค่ไหน เขาก็ยังต้องหลับต้องพักผ่อน แต่เงินของเราจะไม่ทิ้งเราเลย ไม่ว่าเวลาไหนของวัน ขอแค่เราไม่ทอดทิ้งเขาก่อนเท่านั้นเอง

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง คือ ความคิดของเราที่เกี่ยวกับเงิน อย่าคิดว่า “มันก็แค่ความคิด” นะคะ เพราะ “ก็แค่ความคิด” นี่ล่ะที่ทรงพลังมากมาย อย่าไปรังเกียจว่า “เงินเป็นบ่อเกิดของความชั่วร้าย” อย่าไปกลัวว่าจะจัดการเงินเองไม่ได้ อย่าไปกลัวว่าเราจะมีเงินไม่พอ (แปลกนะคะ แม้แต่คนที่บอกว่าไม่อยากมีเงินเยอะๆ ก็ยังกลัวมีเงินไม่พออยู่ดี) เพราะความรู้สึกเหล่านี้จะถูกจิตใต้สำนึกส่งผลออกมาเป็นการกระทำที่ทำให้เงินไม่อยู่กับเรา เชื่อเถอะค่ะว่า เงินก็สัมผัสได้ถึงความรังเกียจและความกลัว ไม่มีใครอยากอยู่กับคนที่รังเกียจและกลัวเราหรอกค่ะ เงินก็เป็นเช่นเดียวกัน

คำพูดที่พ่อแม่ “โปรแกรม” เรามา และคำพูดที่เราโปรแกรมตัวเองทุกวันนี้ มีผลอย่างมากกับสุขภาพทางการเงินของเรา ที่สำคัญเราไม่ต้องเลือก “แค่สิ่งเดียว” เสียหน่อย และสัปดาห์หน้ามาคุยถึงเรื่องวิธีการคิดและการดูแลเงินของเรากันต่อค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท