posttoday
ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

14 มิถุนายน 2559

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

โดย...พริบพันดาว ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานข้อมูลว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกและโฟมสะสมมากถึง 2.7 ล้านตัน หรือเกิดขึ้นวันละ 7,000 ตัน ในจำนวนนี้เป็นถุงพลาสติก 80% หรือเกิดขึ้นวันละ 5,300 ตัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากพลาสติกผลิตขึ้นจากสารสังเคราะห์ปิโตรเลียม ทำให้ต้องใช้เวลานานนับร้อยปีจึงจะสามารถย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ดังนั้นหากไม่มีการรณรงค์ต่อเนื่องสังคมไทยอาจกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยขยะก็ได้

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการลดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 15 ของเดือน โดยร่วมกับเครือข่ายธุรกิจภาคเอกชน 15 องค์กร ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2558 เป็นต้นมา ปรากฏว่าสามารถรณรงค์จูงใจให้ลูกค้าลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การเพิ่มคะแนนสะสมเพื่อแลกของกำนัล การมอบคูปองส่วนลดให้ลูกค้า เป็นต้น สามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกเพียงเดือนเดียวได้รวมกันถึง 1,785,744 ใบ ซึ่งถือว่าสูงมาก จึงมีการรณรงค์การใช้ถุงพลาสติกเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยให้ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือนเป็นวันงดใช้ถุงพลาสติก

สำหรับในปี 2559 องค์กรภาครัฐและเอกชนที่ทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก 57 แห่ง ได้ร่วมลงนามประกาศปฏิญญา “รักกรุงเทพฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม” ในกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ของกรุงเทพมหานคร และองค์กรระหว่างประเทศ 12 ประเทศ 2 องค์กร เพื่อส่งเสริมงานและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ลูกค้างดรับถุงพลาสติกจากร้านค้าทุกวันพุธถึงสิ้นปี 2559

ทั้งหมดเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาครัฐและเอกชนในเขตปริมณฑลและกรุงเทพฯ ในการลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติก แต่สิ่งที่ท้าทายมากกว่านั้นก็คือ การสร้างจิตสำนึกของประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ใช้ให้เกิดขึ้นเอง โดยตระหนักในมลพิษและมลภาวะที่เกิดจากถุงพลาสติก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยทิ้งขยะถุงพลาสติกเป็นอันดับ 1 ของโลก และทิ้งขยะถุงพลาสติกลงทะเลเป็นอันดับ 5 ของโลก

ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

 

ลดใช้ถุงพลาสติกเป็น“ภารกิจของทุกคน”

ถุงพลาสติกคือสินค้าที่ผลิตมาในปี 2503 ซึ่งผลิตมาจากเซลลูลอยด์ที่สังเคราะห์ขึ้นมา ทำให้มีน้ำหนักเบาใช้ได้สะดวกสบายเป็นของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ในปัจจุบันมียอดการใช้ 7 แสนล้าน ถึงล้านล้านใบต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 1 นาทีมีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 2 ล้านใบ ซึ่งต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวนมหาศาล การเปรียบเทียบ คือ พลังงานที่ใช้ผลิตถุงพลาสติก 8.7 ใบ สามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันให้รถวิ่งได้ไกล 1 กิโลเมตร

ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น พร้อมเป็นขยะทันทีหลังการใช้ แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปีเป็นอย่างน้อย ถุงพลาสติกหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิลน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่ผลิตออกไป จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 4.6 หมื่นชิ้น

ทุกปีผู้คนจับจ่ายซื้อของทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก 1 หมื่นล้านใบ/ปี ซึ่งจะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 1,000 ปี โดยถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ และทุก 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 4.6 หมื่นใบลอยในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่นๆ จำนวน 1 แสนตัว และปลาอีกนับไม่ถ้วน แต่ละปีมีเต่าทะเล และสัตว์น้ำจำนวนมาก ตายจากการกินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร เช่น แมงกะพรุน

จากเวทีสัมมนา “วิกฤตถุงพลาสติกล้นเมือง ผลกระทบโลกร้อน” ปลุกจิตสำนึกการลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งจัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็น 1 ใน 16 ภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชนในโครงการรวมพลังสร้างวินัย ลดใช้ เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนัก รวมถึงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการร่วมกันลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายยากและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลและประเด็นปัญหาสู่สาธารณะ อันจะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างจริงจังในการลดใช้ถุงพลาสติก

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ลดใช้ถุงพลาสติก ภารกิจของคนไทยทุกคน” ได้เน้นย้ำถึงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันลดขยะ ลดสิ่งของที่เกินความจำเป็น ลดความสะดวกสบายลงเล็กน้อย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกล่าวขอบคุณภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชนที่มีความตั้งใจจริงในการลดใช้ถุงพลาสติก

ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

 

“ปัจจุบันคนไทยหันมาตระหนักถึงภัยอันตรายของขยะถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการรวมพลังสร้างวินัย ลดใช้ถุงพลาสติก ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชน ห้างร้านต่างๆ ซึ่งปรากฏว่าสามารถช่วยชาติลดขยะจากถุงพลาสติกได้ถึง 43 ล้านใบในปีที่ผ่านมา

“ในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงเดินหน้าผลักดันให้เกิดการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกอย่างเข้มข้น โดยให้งดรับถุงทุกวันพุธ ซึ่งมี
เป้าหมายอยู่ที่ 88 ล้านใบ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2559 อยากเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดใช้ถุงพลาสติก และจัดการขยะให้ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเอาจริงเอาจังกับการลดใช้ถุงพลาสติก เรื่องนี้ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกัน”

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ข้อมูลจากหลายแหล่งฟ้องว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทิ้งถุงพลาสติกมากที่สุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก

“ทิ้งถุงพลาสติกคือการทำบาป บาปอย่างแรกคือ ฆ่าสัตว์ทั้งในน้ำและบนบก ไม่ว่าจะเป็นเต่าหรือโลมาที่กินถุงพลาสติกเข้าไปแล้วตาย บรรดานกต่างๆ บาปที่สองคือ ทำให้อับอายขายหน้าไปทั่วโลก ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ทิ้งถุงพลาสติกมากที่สุด บาปที่สามคือ ทำร้ายแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากทุกการทิ้งถุงพลาสติกตามแหล่งท่องเที่ยวแต่ละครั้งจะมีผลกระทบกับการจัดการขยะ ขยะทางทะเล ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม และยังมีภาวะโลกร้อนที่ตามมา”

เสียงเพรียกจากมูลนิธิโลกสีเขียว

ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้ในหนึ่งปีนั้น ถ้าเอามาต่อกันจะได้เป็นระยะทางเท่ากับเดินทางไปกลับดวงจันทร์ 7 รอบ จากประมาณการปริมาณขยะมูลฝอยของ กทม. ที่ศึกษาโดยธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น (เจบิค) พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปี จาก 1 หมื่นตัน/วัน ในปี 2547 เป็น 13,800 ตัน/วัน ในปี 2557 แม้ว่าโดยข้อมูลของกรุงเทพฯ ปริมาณจัดเก็บจริงในรอบ 10 ปีมานี้ ก็ยังไม่พบว่าเกินค่าที่ประมานการเอาไว้ คือเฉลี่ยเก็บขยะได้อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1 หมื่นตัน/วันก็ตาม แต่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

นิตยา วงษ์สวัสดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโลกสีเขียว มองว่า ปัญหาการใช้ถุงพลาสติกมากที่สุดในโลกของคนไทย แนวโน้มโดยรวมแล้วยังไม่ดีขึ้น

“โดยภาพรวมแล้ว การใช้ถุงพลาสติกเยอะขึ้นในทุกมิติ มากขึ้นเพราะเรื่องของความสะดวกสบาย ใช้ง่าย วัฒนธรรมการกินอาหารข้างทางร้านสะดวกซื้อก็มีส่วนต่อพฤติกรรมการใช้ถุงพลาสติก คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงพิษภัยของถุงพลาสติกที่จะย้อนกลับมาสร้างมลภาวะและมลพิษ

ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

 

“ทุกสิ่งทุกอย่างถูกผลิตขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายของคนในสังคม ภาครัฐก็อาจจะรณรงค์ไม่มากพอในการที่จะให้ความรู้ว่ามีอันตรายอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องทำกันหลายภาคส่วน คือว่าคนก็เยอะขึ้น มาตรการหรือสิ่งที่จะมาช่วยในการรักษาหรือคงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อม มันไม่ตอบรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แล้วก็มีการคิดค้นของเพื่อที่จะมาอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น”

นิตยาชี้ว่า ปัญหาถุงพลาสติกล้นเมืองเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ได้ยากมาก ถ้าไม่สร้างให้คนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงข้อเสียของมัน ก็จะมีการใช้ถุงพลาสติกอย่างละเลย

“อย่างที่บอกว่าเกี่ยวข้องกันหลายส่วน อย่างเรื่องงบประมาณแล้ว ก็ยังมีเรื่องของความรู้ด้วย ซึ่งมีเทคโนโลยีที่จะมาจัดเก็บและกำจัดขยะถุงพลาสติก เราคงปฏิเสธยากในยุคสมัยปัจจุบันว่าไม่มีการใช้ถุงพลาสติกเลย แต่ว่าต้องลดจำนวนการใช้ลง ต้องนำมาใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนที่จะนำลงสู่ถังขยะ ซึ่งช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าจะให้ดีก็ต้องละเลิกการใช้ถุงพลาสติก ตัวของผู้ใช้ก็ต้องทำด้วย ไม่ใช่รอว่าให้ภาครัฐออกนโยบายแล้วค่อยเลิกใช้ก็คงไม่ทันการณ์ ส่วนภาคเอกชนทางห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องเข้มงวดให้มากขึ้น เมื่อก่อนวันที่ 15 กับ 30 ของทุกเดือนที่ไม่มีการใช้ถุงพลาสติกใส่ของให้ลูกค้า ซึ่งก็เพิ่มมาเป็นทุกวันพุธในแต่ละสัปดาห์ ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องมีความจริงจังในการประชาสัมพันธ์ด้วย มีมาตรการออกมาก็ต้องทำกันจริงๆ ปฏิบัติกันอย่างจริงจัง”

มองถึงการรณรงค์และการจัดการขยะถุงพลาสติก โดยเปลือกนอกผิวเผินรู้สึกว่าดีขึ้น นิตยาขยายภาพให้เห็นว่า ก็ไปเรื่อยๆ แต่ไม่มากพอที่จะทำให้สถิติการใช้ถุงพลาสติกโดยรวมของประเทศดีขึ้นหรือลดลง

“คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ว่าการใช้ถุงพลาสติกอย่างฟุ่มเฟือยจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร อย่างที่บอกการใช้ถุงพลาสติกเป็นเรื่องความสะดวกสบายของคนทั่วไป ทุกอย่างต้องทำไปพร้อมกัน ในเรื่องของการให้ความรู้ ในปัจจุบันถ้าเราพูดเรื่องของขยะหรือถุงพลาสติก เรารู้ว่ามันไม่ดี แต่ว่าทำอย่างไรจะให้คนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้มีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า ตรงนี้ไม่ดี อย่าใช้ เพราะจะส่งผลถึงตัวเองและคนรุ่นต่อไป ทำอย่างไรให้เกิดความรู้สึกว่าขยะที่ทิ้งลงไปนั้นไม่ได้ไปไหน จะเวียนกลับมาสู่ตัวผู้ใช้เอง

“เราบอกว่าให้คนเลิกใช้ถุงพลาสติกมันคงเป็นไปไม่ได้ ทีนี้จะให้ทุกคนตระหนักรู้ได้อย่างไรว่าทำอย่างไรเมื่อใช้ถุงพลาสติกแล้วก็ทิ้งทันที มันควรมีอายุที่ยืนยาวกว่านั้น ใช้ซ้ำจนกว่ามันจะหมดสภาพ หรือนำไปใส่ขยะเปียกที่เราจะทิ้งจริงๆ ยืดอายุการใช้ถุงพลาสติกให้มากขึ้น ใช้อย่างตระหนักรู้ว่าจะเกิดปัญหามลภาวะและมลพิษอย่างไร เป็นไปได้ก็ควรลดการใช้ให้มากที่สุด ต้องฝึกให้เป็นนิสัยประจำ ให้เริ่มที่ตัวเรา ไม่ต้องรอนโยบายของรัฐหรือภาคเอกชนมารณรงค์”

ถุงพลาสติกชีวภาพหรือจะเป็น “ทางออก”

การใช้ถุงพลาสติกชีวภาพน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการใช้ถุงพลาสติกแล้วไม่ก่อให้เกิดมลพิษและมลภาวะต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่ง รศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยคณะผู้วิจัยได้พัฒนาศักยภาพ “ถุงพลาสติกชีวภาพ” บรรจุภัณฑ์ที่น่าจะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารเคมี สามารถเก็บรักษาผักผลไม้ได้และคงสภาพยืดอายุผักผลไม้ไว้ได้นาน และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ผลงานวิจัยเรื่องบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกชีวภาพเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาพืชผลไม้สดและผลไม้แห้ง จนได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2558 ระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

โดยการพัฒนาฟิล์มพอลิแลคไทด์/ดินเหนียว นาโนคอมโพสิตเพื่อประยุกต์ใช้ในงานด้านบรรจุภัณฑ์อย่างอ่อน เป็นผลงานวิจัยที่ต่อยอดมาผลิตพลาสติกชีวภาพ กลายเป็นถุงพลาสติกชีวภาพดินเหนียวที่ทำขึ้น แข็งแรง ทนทานและเหนียวขึ้น ทนแรงกระแทก ถือว่ามีคุณสมบัติเชิงกลดีขึ้นเป็น 3 เท่าของถุงพลาสติกธรรมดาที่เราใช้กัน ที่สำคัญ หากทิ้งในอุณหภูมิที่เหมาะสม จะสามารถย่อยสลายได้เองภายใน 2-3 เดือน

ทางด้านภาคเอกชนที่สามารถผลิตถุงไบโอพลาสติก ที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อการพาณิชย์ได้แล้วคือ เอสซีจี เคมิคอลส์ โดยไบโอพลาสติกนี้ผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถผลิตทดแทนขึ้นใหม่ได้ในธรรมชาติ (Renewable Source) เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่วและข้าวโพด นำมาผ่านกระบวนการคอมพาวนด์ให้มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับเคลือบกระดาษ โดยคงความสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% (Compostable Plastics Coated Paper) มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ถึง 100 องศาเซลเซียส ป้องกันการรั่วซึมของเครื่องดื่ม และปลอดภัยสำหรับการบรรจุอาหารด้วยมาตรฐานจากยุโรป (EU10/2011) ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เคลือบพลาสติกที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม เช่น แก้วเคลือบไบโอพลาสติกคอมพาวนด์ย่อยสลายได้สำหรับเครื่องดื่มร้อนและเย็น เพื่อรองรับเรื่องการใช้งานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ทั้งถุงพลาสติกชีวภาพของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และถุงไบโอพลาสติก เอสซีจี เคมิคอลส์ นิตยา วงษ์สวัสดิ์ แห่งมูลนิธิโลกสีเขียว มองว่า ก็เป็นเรื่องของราคา ถ้ารัฐบาลไม่สนับสนุนถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีราคาที่สูงก็ทำให้ใช้กันแพร่หลายได้ยาก

“ถ้าหากภาครัฐส่งเสริมช่วยเหลือด้านภาษีให้กับผู้ผลิตเพื่อจะได้ไปจำหน่ายให้ผู้ใช้ได้ในราคาที่ถูกลง คือต้องช่วยกันในระดับนโยบายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งทุกคนต้องมีจิตสำนึกตระหนักที่จะรับรู้ว่าถุงพลาสติกก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมอย่างไร? ก็ต้องช่วยกัน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท