posttoday
เกาะของ ดร.มอโร

เกาะของ ดร.มอโร

05 มิถุนายน 2559

เมื่อมองข้ามรูปทรงอันพิลึกและกายอันหยาบเถื่อน นี่คือภาพสะท้อนชีวิตมนุษย์ฉบับย่อส่วน ที่มีการถ่วงดุล

โดย...พรเทพ เฮง ภาพ : play.google.com

“เมื่อมองข้ามรูปทรงอันพิลึกและกายอันหยาบเถื่อน นี่คือภาพสะท้อนชีวิตมนุษย์ฉบับย่อส่วน ที่มีการถ่วงดุล เล่นล้อกันระหว่างสัญชาตญาณ เหตุผล และชะตากรรมในรูปแบบอันซื่อตรงอย่างที่สุด...”

บันทึกของ เอ็ดเวิร์ด เพร็นดิค ที่สื่อสารความรู้สึกออกมา เมื่อได้สัมผัสกับเหล่าสัตว์ครึ่งมนุษย์ที่เขาเรียกว่าอสูร ซึ่งเป็นแค่บางประโยคในนวนิยาย “เกาะของ ดร.มอโร” (The Island of Dr.Moreau) นวนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิกของ เอช. จี. เวลส์ แปลเป็นภาษาไทยครั้งแรก และจัดพิมพ์ในวาระ 150 ปีชาตกาลของผู้เขียน โดยมี ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล แปล สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียนคำนำเสนอ โกศล อนุสิม ทำหน้าที่บรรณาธิการ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เวลา

ในนวนิยายเล่มนี้ บทนำเรื่องที่ผู้เขียนสร้างตัวละคร ชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ด เพร็นดิค ให้เขียนบอกไว้ว่า เอ็ดเวิร์ด เพร็นดิค ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง เจ้าของบันทึกเรื่องที่เล่าและกลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นักจิตวิทยาในขณะนั้นว่า เป็นกรณีตัวอย่างของความจำเสื่อมอันเนื่องมาจากความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เรื่องเล่าที่ถูกพบอยู่ในเอกสารต่างๆ ของเขา โดยผู้ลงลายมือชื่อกำกับคือหลานชายและทายาทของเขา ทว่ามิได้มีการระบุว่าขอให้นำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ได้ทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีมิติที่ซับซ้อนคลุมเครือระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง ทั้งที่เป็นเรื่องแต่ง...

ด้วยความยาวนานกว่าหนังสือเล่มนี้จะได้แปลเป็นภาษาไทยออกมา ซึ่งห่างจากการพิมพ์ครั้งแรกที่ออกมาเมื่อ 120 ปีที่แล้ว สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียนคำนำเสนอในหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“...เกาะของ ดร.มอโร ที่เพิ่งมีฉบับแปลภาษาไทยครั้งนี้ เมื่อเทียบไทม์ไลน์กับปัจจุบันก็ต้องบอกว่าใช้เวลานานถึง 120 ปี กว่าจะเดินทางมาถึงนักอ่านในบ้านเรา และก็ยัง
ไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อมาถึงแล้วจะสายเกินไปหรือไม่ เพราะความคิดเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมทั้งในพืช ในสัตว์ ในคน ของนักตัดต่อพันธุกรรมในแบบของ ดร.มอโร นั้น ณ เวลาปัจจุบันนี้ มันหาใช่ Science Fiction เพียวๆ เหมือนอย่างในสมัยเมื่อ 120 ปีก่อนอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้กลายเป็น Science Fact ที่ต่อยอดแตกตัวออกไปในอีกหลายบริบท ทั้งในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง”

เอช. จี. เวลส์ เขียนนวนิยาย เกาะของ ดร.มอโร เมื่อ ค.ศ. 1896 จัดเป็นหนึ่งตัวแบบรุ่นบุกเบิกของวรรณกรรมตระกูล Science Fiction เขาเป็นนักเขียนอังกฤษที่ได้รับสมญา “บิดาของนิยายวิทยาศาสตร์” เคียงคู่กันมากับจูลส์ แวร์น นักเขียนฝรั่งเศสในยุคเดียวกัน

มุมมองของ เพร็นดิค ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องได้สะท้อนสะท้านถึงความหวั่นกลัวในชะตากรรมบนเกาะแห่งนี้ และได้เอ่ยถึงตัวละครอย่างสรุปรวบรัดว่า

“...ความแปลกแยกจนถึงความกลัวนั้นกัดกินผมอย่างลึกล้ำและยาวนาน จนทิ้งรอยแผลไว้ในใจผมตลอดกาล ขอสารภาพว่า ผมหมดความเชื่อมั่นในภาวะปกติสุขของโลกอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้เผชิญกับความวุ่นวายและความเจ็บปวดบนเกาะนี้ ชะตากรรมที่มืดมนและกลไกที่ดำเนินไปอย่างไร้ปรานี ดูเหมือนจะเป็นตัวกำกับรูปทรงบนผืนผ้าใบในการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิตที่นี่ รวมทั้งผมด้วย มอโรซึ่งอยู่ด้วยแรงตัณหาในงานวิจัย มอนต์โกเมอรี่อยู่ด้วยแรงปรารถนาเพื่อการดื่มกิน ประชาชนชาวอสูรผู้ถูกข่มสัญชาตญาณและขืนใจ ล้วนถูกฉีกทึ้งและบดขยี้อย่างเหี้ยมโหดไร้ทางหลบเลี่ยง ท่ามกลางความซับซ้อนยุ่งเหยิงของกงล้อสถานการณ์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด...”

ที่สำคัญคือการได้แสดงทัศนะที่มีต่อมนุษย์ครึ่งสัตว์ที่เขาเรียกมันว่าเหล่าอสูร ด้วยสายตาของความหวาดระแวงในสิ่งที่ผิดธรรมชาติและแหวกกฎทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

“แน่นอนว่ามนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านี้ไม่ได้เสื่อมถอยจนกลายสภาพเป็นหมี หมาป่า เสือ วัว หมู หรือวานร อย่างที่พบเห็นตามสวนสัตว์ ทว่าแต่ละตัวจะยังคงลักษณะพิสดารของมันอยู่ แต่ละตัวที่มาจากการผสมสัตว์หลายชนิดเข้าไว้ด้วยกัน จะยังคงบุคลิกหลักๆ อาทิ เหมือนหมี เหมือนแมว เหมือนวัวไว้ เพียงแต่จะมีลักษณะของสัตว์อื่นผสมอยู่ด้วย กล่าวคือมีความเป็นสัตว์ทั่วๆ ไปปรากฏผ่านบุคลิกเฉพาะตัว แต่ส่วนเสี้ยวความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่น้อยนิดนั้น ก็ยังทำผมสะดุ้งเป็นครั้งคราว เช่น จู่ๆ มีคำพูดโพล่งออกมา หรือจู่ๆ เท้าหน้าก็เกิดมีทักษะเหมือนมือขึ้นมา หรือความพยายามจะเดินตัวตรง ซึ่งดูแล้วชวนสมเพชเวทนา เป็นต้น”

เมื่อกลับมาสู่โลกปกติของเมืองใหญ่ ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ สิ่งที่ฝังสถิตอยู่ในใจของเขาอย่างมิยอมถ่ายถอนก็คือ ภาวะสัตว์ในตัวมนุษย์ของทุกผู้ตัวตนที่เขามิอาจลืมเลือนได้

“...ผมต้องออกไปสู่ท้องถนนเพื่อต่อสู้กับมายาภาพที่ตามหลอกหลอน เจอหญิงสาวที่เดินตามมาร้องเหมียวๆ ชายหนุ่มหน้าหื่นท่าทางลับๆ ล่อๆ ชายตาริษยามาทางผม กรรมกรหน้าซีดโรยแรงไอค่อกๆ แค่กๆ ที่เดินอยู่ข้างๆ ดูสายตาอ่อนล้าและก้าวย่างเหมือนกวางบาดเจ็บเลือดอาบ ผู้เฒ่าหลังโก่งนัยน์ตาไร้แววเดินบ่นงึมงำกับตัวเอง ไม่มีใครใส่ใจกับ
ชายเสื้อที่เปื่อยลุ่ยของเด็กปากร้าย

“ผมเลี้ยวหลบเข้าโรงสวดมนต์ ทว่าแม้แต่สถานที่นั้นก็ยังเจอกับเรื่องสะเทือนอารมณ์ นักเทศน์ที่นั่นกำลังพร่ำสอน ‘ความคิดใหญ่’ ก็ดูเหมือนคำจ้อเจื้อยแจ้วของมนุษย์วานรไม่มีผิด และในห้องสมุดบางแห่ง บรรดาใบหน้าที่จดจ่ออยู่กับตำราทั้งหลายก็ไม่ต่างอันใดเลยกับสัตว์ที่กำลังรอคอยอย่างอดทนเพื่อจะตะครุบเหยื่อ ที่ชวนคลื่นเหียนที่สุดเห็นจะเป็นใบหน้าอันว่างเปล่าไร้ความรู้สึกของผู้คนบนรถไฟและรถประจำทาง เขาเหล่านั้นเหมือนมิใช่เพื่อนร่วมโลกของผม หากแต่เป็นร่างไร้ชีวิต ดังนั้นผมจึงไม่กล้าเดินทางไปเที่ยวเตร่ที่ไหนอีกเลย เว้นแต่จะแน่ใจว่ามีผมเพียงลำพัง แม้แต่ผมเองก็ดูเหมือนไม่ใช่สัตว์โลกที่มีเหตุผล แต่เป็นเพียงสัตว์ที่ทุกข์ทรมานด้วยอาการยุ่งเหยิงประหลาดในหัวสมอง ทำให้ต้องพเนจรไปโดยลำพังเหมือนแกะที่ถูกพยาธิตัวตืดไชสมองต้องโซซัดโซเซพลัดออกจากฝูง”

ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องนี้ก็ผูกติดอยู่ที่ “โลกจำลอง” ของข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ “ความรับผิดชอบทางศีลธรรม”

“...ผมรู้สึกว่าเขตแดนแห่งแสงระยิบระยับของสรวงสวรรค์นั้นมีนิรันดรภาพแห่งสันติและความสุขสวัสดิ์...”

ความรับผิดชอบทางศีลธรรมดูเหมือนจะเป็นคำตอบ แต่ทุกอย่างก็ไม่สิ้นสุดลง เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่รุดหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งมิอาจจะควบคุมได้ การฝืนกฎธรรมชาติและพระเจ้า ประโยคสุดท้ายในบทรำพึงรำพันของตัวละครที่เล่าเรื่องก็ทิ้งไว้อย่างหดหู่ว่า

“เรื่องราวของผมก็จบเพียงเท่านี้ ด้วยความหวังและความโดดเดี่ยว”

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล