posttoday
ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

04 มิถุนายน 2559

หลังจากร่ำเรียนทฤษฎีมาพร้อมแล้ว ช่วงเวลาของ “การฝึกงาน” ของเหล่านักศึกษาทั้งหลายก็มาถึง

โดย...กองบรรณาธิการ

หลังจากร่ำเรียนทฤษฎีมาพร้อมแล้ว ช่วงเวลาของ “การฝึกงาน” ของเหล่านักศึกษาทั้งหลายก็มาถึง

ก่อนที่จะเรียนจบและออกไปทำงาน นักศึกษาจำนวนหนึ่งต้องผ่านด่านการฝึกงานก่อน เพื่อเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ชีวิตจริงนำมาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกสถาบัน เป็นเหมือนการเตรียมความพร้อม และนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกงานมาประยุกต์ใช้ในการทำงานต่อไป

การฝึกงานอาจจะเป็นระยะเวลาไม่นานนัก แต่หลายคนได้ใช้ช่วงเวลาฝึกงานนี้อย่างคุ้มค่า ไม่ได้เพียงแค่ทำไปเพื่อให้สอบผ่าน หรือเรียนจบเท่านั้น

ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

 

เทรนเนอร์ของเด็กฝึกงาน

ก่อนจะส่งนักศึกษาออกจากอ้อมอกสถาบันเพื่อไปฝึกภาคปฏิบัติ ครูอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ก็ต้องสวมบทบาทสำคัญคือ การเป็น “เทรนเนอร์” ผู้ให้คำแนะนำดูแล

อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงการส่งนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนออกไปฝึกงานว่า ต้องเลือกสถาบันหรือหน่วยงานวิชาชีพต่างๆ ให้สอดคล้องกับกลุ่มวิชาที่เรียน เพราะนอกเหนือจากการฝึกให้ออกไปปฏิบัติงานจริงเพื่อจะได้เรียนรู้ถึงการนำสิ่งที่เรียนมาไปใช้จริง นักศึกษาจะต้องนำเรื่องราวบางส่วนเป็นข้อมูลประกอบการเขียนสารนิพนธ์

“ในภาพรวมอยากจะแนะนำนักศึกษาที่ถูกส่งไปฝึกงานว่า ต้องรู้ว่าจะต้องไปทำอะไรบ้าง และต้องพยายามปรับตัวเข้าหาการทำงาน ต้องเรียนรู้ว่า ชีวิตการทำงานย่อมต่างจากการเป็นนักศึกษา ต้องกระตือรือร้น ที่จะทำงาน เด็กเจเนอเรชั่นใหม่อาจจะเคยชินการต้องรอคำแนะนำทุกเรื่อง ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นฝ่ายของานในที่ที่ได้ไปฝึกทำมากกว่าจะรอให้ถูกสั่ง

“ที่สำคัญต้องระวังเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย ต้องเตือนให้ระวัง ถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็จะให้ผลลบกับตัวผู้ใช้ บางอาชีพอาจจะใช้โซเชียลมีเดียในการทำงาน ก็ต้องระมัดระวังไม่ปนเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว จนเสียงานแทนที่จะได้รับโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่อาจจะหาไม่ได้ในชั้นเรียน”

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า คณะวิชาที่ดูแลอยู่ไม่ได้ส่งนักศึกษาทุกคนไปฝึกงาน ก่อนส่งจึงต้องมีมาตรการคัดกรองโดยพิจารณา 2 ส่วน คือ ดูจากความประพฤติและความพร้อมเป็นหลัก

ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

 

“ก่อนจะส่งนักศึกษาไปฝึกงาน สถาบันจะต้องคิดว่าสถานประกอบการอยากได้เด็กที่จะไปช่วยจริงๆ และผู้ที่จะถูกส่งไปก็ต้องการที่จะไปเรียนรู้งานจริงๆ ก่อนไปจะมีการเตรียมความพร้อมเรื่องมารยาทในการทำงาน ฝึกการทำงานเป็นทีม ข้อแนะนำอย่างแรก คือ บอกเด็กว่า ต้องถามตัวเองให้ชัดว่าจะเรียนจบไปเป็นอะไรในอนาคต ก็ควรจะเลือกไปฝึกงานในที่สถานที่นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องตรงกับหลักสูตรที่ตัวเองเรียน บางหน่วยงานที่ไปฝึกอาจจะให้ไปช่วยงานเบาๆ ก่อน เด็กที่ไปฝึกต้องเข้าใจว่าบริษัทที่ไปฝึกอาจจะไม่มีบุคลากรซึ่งมีเวลาว่างพอที่สอนงานอะไรที่ซับซ้อนเท่ากับการทำงานจริง ถ้าคนฝึกไม่ฉายแววเป็นคนเรียนรู้เร็ว ก็อาจได้แค่ทำงานที่มีความซับซ้อนปานกลาง

“เด็กบางคนมาบ่นว่าฝึกแล้วไม่ได้เรียนรู้อะไร ขณะที่บางคนเปลี่ยนเป็นคนละคนจากที่อยู่ในห้องเรียน เพราะได้รู้แล้วว่าการทำงานต้องเผชิญกับอะไรบ้าง บางคนฉายแววมากๆ ก็ถูกจองตัวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ก่อนเลือกไปฝึกงานที่ไหน เด็กจะต้องถามตัวเองว่าจะไปทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับองค์กรนั้นๆ มากที่สุด ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่จะพาตัวเองไปสู่โอกาสการเรียนรู้งาน”

เกียรติอนันต์ กล่าวว่า สถานประกอบการมีสิทธิที่จะตำหนิ โดยเฉพาะเมื่อเห็นเด็กฝึกงานไม่สนใจงาน สถานที่ที่ถูกเลือกไปฝึกกำลังเสียสละและเปิดโอกาสในเรียนรู้ แต่เด็กกลับละเลยโอกาสนี้ไป “และอย่าลืมว่า หากมีพฤติกรรมนี้ก็ไม่ใช่เสียแค่ตัวเอง แต่น้องๆ ในสถาบันคนอื่นๆ ที่จะไปฝึกภายภาคหน้าก็อาจจะถูกมองในแง่ลบตามไปด้วย”

ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

 

นอกห้องเรียน ไม่มีอะไรง่าย

ในขณะที่บางหน่วยงานหรือองค์กรรับเด็กฝึกงานเข้าไปเพื่อให้ฝึกความอดทนหรือรอคอย โดยไม่มีงานให้ฝึกเป็นชิ้นเป็นอันหรือเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็มีบริษัทหรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการฝึกงานมาก และองค์กรเหล่านี้ก็เป็นที่สนใจของนักศึกษายื่นขอฝึกงานเป็นจำนวนมากจนถึงขั้นต้องกำหนดเกรด และทำการสอบคัดเลือก

กิติ มาดิลกโกวิท ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า นิสิต นักศึกษาที่เข้ามาฝึกงาน ต้องการเรียนรู้การทำงานในสาขาที่ตนเองศึกษามา เพื่อปรับตัวกับสังคมการทำงานได้เร็วขึ้น บางคนมองว่าการเข้ามาฝึกงานในองค์กรใหญ่นั้นจะได้เปรียบกว่า บางส่วนมีความคาดหวังว่าจะได้ร่วมงานกับบริษัทเมื่อจบการศึกษา

15 ปีที่เอสซีจีมีโครงการคัดเลือกนักศึกษาฝึกงานในชื่อ Excellent Internship เพื่อคัดนักศึกษาหลายสาขามาฝึกงาน 2 เดือน เบื้องต้นจะต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 โดยปี 2559 มีนักศึกษายื่นความจำนงประมาณ 2,600 คน ซึ่งมีการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์  เพื่อคัดนักศึกษาเข้ามาฝึกงานจำนวน 200 คน ในจำนวนนี้มีนักศึกษาไทย 4-5 คน ได้ออกไปฝึกงานประเทศอาเซียนด้วย และมีนักศึกษาจากภูมิภาคอาเซียนมาฝึกงานที่เอสซีจีมากขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรการฝึกงานเพื่อช่วยเหลือสังคมในรูปแบบของซีเอสอาร์ โดยช่วยเหลือบุตรหลานของคนในชุมชนที่อยู่ใกล้กับโรงงานของบริษัท เข้ามาฝึกงานโดยไม่ต้องสอบ เกรดเฉลี่ยต้องไม่ต่ำกว่า 2.70 โครงการนี้เอสซีจี ทำมานานกว่า 40 ปีแล้ว

ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

 

“โครงการฝึกงานของนักศึกษาเหล่านี้ บริษัทไม่ได้คาดหวังว่าจะได้นักศึกษามาทำงานร่วมกับบริษัท แต่คาดหวังจะช่วยพัฒนาระบบการศึกษา และสังคมให้ดีขึ้น ให้เขาได้เรียนรู้งานจากการปฏิบัติจริงที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่อยู่เพียงในตำราเท่านั้น” กิติ กล่าว

ภูมิพัฒน์  สินาเจริญ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานทรัพยากรบุคคล และผู้อำนวยการสถาบันเอพี อะคาเดมี่ บริษัทเอพี (ไทยแลนด์) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า “การฝึกงานของนิสิต นักศึกษา หากไม่รู้ถึงจุดมุ่งหมายของการทำงานในอนาคตนั้นจะทำให้เสียเวลาทั้งนักศึกษารวมไปถึงบริษัทที่ให้ฝึกงาน ซึ่งความคาดหวังของบริษัทนั้นไม่ได้ต้องการให้เด็กที่จบแล้วมาทำงานกับเรา แต่ต้องการเสริมศักยภาพของเขาเหล่านั้นให้กับอุตสาหกรรมเพื่อให้เขาสามารถอยู่รอดได้ในวงการก่อสร้าง ประเทศชาติจะได้คนที่ดีและมีศักยภาพ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับพวกเขา และบอกเขาว่าชีวิตจริงจะต้องทำงานอย่างไร ได้เห็นภาพรวมของการทำงานที่ชัดเจนมากกว่าทฤษฎีที่มีอยู่ในตำรา”

เอพี เปิดหลักสูตรการฝึกอบรมเอพี โอเพ่นเฮ้าส์ ซึ่งต่างจากการฝึกงานทั่วไปที่ต้องการให้นักศึกษาทางด้านวิศวกรรมโยธานั้นสามารถเรียนรู้โลกของการทำงานจริง เนื่องจากต้องทำงานร่วมกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการร่วมกัน ในหลักสูตรตอนเรียนนั้นไม่มี จะมีการให้ความรู้ในเชิงธุรกิจควบคู่กันไปด้วย ในจำนวนนี้จะมีการคัดนักศึกษาฝึกงานเดินทางไปดูงานจริงที่กับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ปซึ่งการฝึกงานของเขาเหล่านั้นจะเหมือนกับการทำงานจริง มีรายได้ มีค่าเบี้ยเลี้ยง ขณะที่นักศึกษาส่วนหนึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ออกไปทำงานทางด้านวิศวกรรมโดยตรง เพราะเท่าที่สอบถามนักศึกษาหลายรายมีแผนที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาโท หรือไปทำงานกับครอบครัว แต่ก็จะได้ความรู้ติดตัวไป

เด็กฝึกงาน... งานฝึกเด็ก

ในฤดูกาลฝึกงานปีนี้ ชญาน์ทัต วงศ์มณีคอมมูนิเคชั่นส์ ไดเรคเตอร์ แห่ง โอกิลวี่ พับลิกรีเลชั่นส์ และนักเขียนดังเจ้าของนามปากกา ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ได้นำประสบการณ์ที่เคยเป็นนักศึกษาฝึกงาน และเป็นพี่ที่ดูแลนักศึกษาฝึกงาน มาเขียนคัมภีร์นักศึกษาฝึกงานชื่อ “เด็กฝึกงาน ... งานฝึกเด็ก” ได้อย่างน่าสนใจ

“เหตุผลที่น้องควรฝึกงานก็คือ น้องจะได้เรียนรู้ว่าโลกแห่งการทำงานจริงเป็นอย่างไร แน่นอนมันต่างจากที่เรียนในมหาวิทยาลัย ต่อให้น้องเก่งแค่ไหน พอก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง น้องก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากน้องมาฝึกงานก็เพื่อเรียนรู้ให้มากที่สุด

“การฝึกงานก็เหมือนการศึกษาดูใจคนที่เราสนใจให้ใกล้ชิดมากขึ้นว่าคนนี้แหละ “ใช่” สำหรับเราจริงหรือเปล่า ตอนเรียนเราก็อาจจะวาดภาพไว้ประมาณหนึ่ง ลองมาดูซิว่าของจริงจะเป็นอย่างไร ของแบบนี้มันต้องลงมือทำก่อนถึงจะรู้

ฝึกงาน ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

 

“ถ้าฝึกแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร มันเกิดขึ้นได้แต่เราจะไม่รู้ตัวเลยถ้าเราไม่เคยได้ลงมือทำ ก่อนที่จะปักใจว่าเราไม่ชอบ ลองถามตัวเองว่าเราได้พยายามเรียนรู้มันแล้วหรือยัง มันต้องลองทำอย่างดีที่สุดก่อนถึงจะรู้ว่าเราไม่ชอบจริงๆ อย่างน้อยมันทำให้เราค้นพบตัวเองถึงจะไม่ชอบก็ให้ถือว่าทุกช่วงเวลามีบทเรียนให้เราหมด ใครจะรู้มันอาจจะพาเราไปสู่บทเรียนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้”

สิ่งที่นักศึกษาควรทำในขณะที่ฝึกงาน ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ แนะว่า “อย่ามองตัวเองว่าเป็นแค่นักศึกษาฝึกงาน ให้น้องคิดว่าตัวเองเป็นพนักงานคนหนึ่งที่อยากทุ่มเทเพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด ไม่ว่างานนั้นจะเป็นอะไรแต่น้องคือ ส่วนหนึ่งของทีมที่ทำให้ผลงานออกมาดีได้ เพราะฉะนั้น อย่าทำงานลวกๆ อย่าทำงานเพียงแค่ตามคำสั่ง แต่ทำให้ได้มากกว่านั้น

“โชว์ความอยากเรียนรู้ให้พี่ทึ่ง บางทีตอนแรกๆ พี่ๆ บางคนอาจจะไม่ค่อยกล้าใช้งานน้องเท่าไร หรืออาจจะให้งานที่ไม่ค่อยท้าทายกับน้องเท่าไร แต่น้องต้องทำให้เห็นว่าน้องบ้าพลังที่อยากจะเรียนรู้งาน เดินไปบอกพี่ๆ ได้เลยว่าน้องพร้อมจะเรียนรู้ สงสัยก็ถามอยากรู้ก็บอก น้องจะไม่มีวันได้สิ่งที่ต้องการถ้าน้องนั่งนิ่งๆ รอให้พี่เป็นฝ่ายเรียก เด็กคนไหนทำให้พี่ๆ เห็นว่าอยากเรียนรู้หรือไอ้นี่มีของว่ะ แน่นอนว่าพี่ๆ ทุกคนพร้อมสอน น้องใจมาพี่ก็ใจไปเหมือนกัน เผลอๆ จะได้งานก็ตั้งแต่ฝึกงานนี่แหละ อันนี้พูดจากประสบการณ์ของพี่เองซึ่งได้งานตั้งแต่ตอนฝึกงาน และได้ลูกน้องสองคนเพราะเห็นความน่าทึ่งตั้งแต่ตอนฝึกงาน

“อย่าดูถูกงานที่เหมือนจะไม่ท้าทาย เพราะทุกงานมีความหมายและเป็นโอกาสให้น้องได้แสดงความสามารถหมด ทำทุกงานให้เป็นมาสเตอร์พีซ แม้กระทั่งงานที่เหมือนจะไม่ท้าทาย ถ้าพี่ใช้ให้ไปซื้อกาแฟก็ต้องทำให้เห็นว่าเรารับผิดชอบการซื้อกาแฟได้ดีอย่างไม่มีที่ติ เด็กบางคนจำได้หมดขนาดพี่แต่ละคนดื่มกาแฟแบบไหน ชอบไม่ชอบอะไร อันนี้แสดงว่าน้องสามารถจดจำและเก็บรายละเอียดของทุกคนได้หมด พี่ส่งให้ไปฝึกงานกับโปรดิวเซอร์ซึ่งต้องใช้ทักษะในการจดจำรายละเอียดล้านแปดสิ่งให้ได้ ของบางอย่างมันต้องทำให้เห็นว่าทำได้ก่อนแล้วถึงจะเลื่อนขั้นไปสู่บทเรียนที่ท้าทายกว่าเดิม

“อย่ากลัวการไม่มีประสบการณ์ เพราะน้องมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ น้องบางคนเวลาชวนมา Brainstorm แล้วจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวพูดอะไรออกมาแล้วจะดูโง่ ขอมาตีตั๋วนั่งฟังเปลืองอากาศห้องประชุมอย่างเดียวแต่มองอีกมุม พวกพี่ทำงานกันมาเยอะแล้ว บางทีพี่จะเผลอมีกรอบมีกรงอะไรบางอย่างที่จำกัดความคิดของพี่ แต่น้องมาแบบ Free-Form ไม่มีกรอบอะไรมาบีบ บางทีความคิดแปลกใหม่ก็ได้จากน้องฝึกงานนี่แหละ เพราะฉะนั้น น้องใส่ไอเดียมาเลย คิดอะไรบอกมา เดี๋ยวเรามาช่วยๆ กันตบให้เข้าที่เข้าทาง

“พี่ๆ ที่ทำงานมีหลายแบบให้น้องเรียนรู้นี่คือโลกการทำงานที่แท้จริง พี่คนไหนที่ดีน้องดูไว้เป็นตัวอย่างและหยิบบทเรียนมาใช้พัฒนาตัวเอง พี่คนไหนไม่ดีน้องก็ดูไว้เป็นตัวอย่างเช่นกัน แต่เป็นตัวอย่างที่น้องต้องบอกตัวเองว่าโตขึ้นจะไม่เป็นแบบนั้น”

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ “อย่าลืมว่าเวลามาฝึกงานเราแบกหน้าของคนทั้งมหาวิทยาลัยรวมถึงครอบครัวและวงศ์ตระกูลของเราไว้ด้วย ทุกการกระทำของน้องจะพาความชื่นชมหรือความเอือมระอาจากพี่ๆ ที่ทำงานกลับไปสู่ครอบครัวและสถาบันการศึกษาด้วย”

ในมุมมองของวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการเอชอาร์ ณรงค์วิทย์ แสนทอง ประธานที่ปรึกษา narongwits.com กล่าวว่า นักศึกษาฝึกงานที่ไปสมัครฝึกงานในองค์กรใดก็ตามควรใช้โอกาสและเวลาในช่วงสั้นๆ นี้ สร้างผลงานสักอย่างหนึ่งให้เป็นที่ประทับใจของคนในองค์กรนั้นๆ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างความประทับใจในเรื่องของนิสัยดี ซึ่งไม่ได้เป็นแรงจูงใจให้องค์กรรับเข้าทำงานต่อแต่อย่างใด

“ถ้าอยากให้องค์กรดึงมาร่วมงานหลังเรียนจบผมว่าต้องมีอะไรที่เป็นผลงานนะ เช่น ถ้าทำงานเอกสารก็อาจเสนอไอเดียปรับปรุงระบบเอกสารใหม่ที่ออฟฟิศไม่เคยใช้ตอนที่ออกไปเขาจะได้คิดถึงว่าอันนี้ผลงานของน้องฝึกงาน เวลามีตำหน่งว่างเขาก็จะนึกถึง ส่วนนิสัยดีแค่วันสองวันก็ลืมแล้ว แต่ผลงานเขาจะไม่ลืม อาจเป็นโปสเตอร์ เอกสารหรือไฟล์คอมพิวเตอร์ หรือถ้าเก่งภาษาก็อาจแปลเอกสารสักเล่มไว้ เขาเห็นผลงานก็จะได้นึกถึง”

ณรงค์วิทย์ ทิ้งท้ายว่า ความประทับใจเพราะนิสัยดีเขาไม่ได้เอามาจ้างงาน แต่ผลงานต่างหากซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และผลงานบางอย่างสามารถเขียนชื่อนามสกุลได้ด้วยว่าทำโดยใคร

การฝึกงาน...ก้าวย่างสู่ความสำเร็จ

แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่ช่วงเวลาของการฝึกงานสามารถปูทางแห่งอนาคตให้กับหลายๆ คนได้ เวนิก หงอสกุล หรือ แพรแมนเนจจิง ไดเรกเตอร์ บริษัท สตูดิโอ แมงโก้ บริษัทที่ปรึกษาด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่อาชีพการทำงานที่เริ่มจากนักศึกษาฝึกงานก่อนแสดงฝีไม้ลายมือและความสามารถจนบริษัทที่เธอเข้าฝึกงานรับเข้าทำงานเป็นพนักงานเต็มตัว ก่อนไต่เต้าและรับผิดชอบงานที่สูงขึ้นไป 

เวนิก จบเอกภาษาไทย โทสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม้คณะที่เรียนไม่ได้กำหนดให้ต้องฝึกงานก่อนจบ แต่ด้วยความที่อยากฝึกจึงเลือกฝึกกับกองบรรณาธิการนิตยสารเปรียวเป็นเวลา 3 เดือนในช่วงปิดเทอม เธอได้เรียนรู้งานเขียนและการทำข่าวจากนักข่าวและช่างภาพ พร้อมทั้งได้เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับความงามอีกด้วยก่อนกลับไปเรียนต่อจนจบ จากนั้นได้ไปฝึกงานกับออเร้นจ์ (ปัจจุบันคือทรูมูฟ) ด้วยความที่เป็นคนที่สู้งาน มีความมุ่งมั่นและหัวเร็ว เวลาที่ใครสอนงานอะไรมาก็สามารถเรียนรู้งานได้เร็ว พร้อมทั้งยังนำไปปฏิบัติให้บังเกิดผลเร็วและไม่เกิดความผิดพลาดด้วยผลงานจึงเข้าตาผู้ใหญ่และชื่อของเธอถูกบันทึกไว้

“ระหว่างที่ทำอยู่พี่ๆ เอชอาร์เข้ามาคุย แต่เราไม่รู้ว่านั่นคือ การสอบสัมภาษณ์ เขาบอกอยากเป็นตัวจริงไหมถ้าโอเคจะรับเข้าทำงาน เลยได้มาทำงานที่ออเร้นจ์ในตำแหน่ง Customer Service” ก่อนเลื่อนไปเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้กับผู้จัดการทั่วไปของภาคที่ดูแลภาคเหนือกับอีสานพอเปลี่ยนจากออเร้นจ์มาเป็นทรูก็ได้ทำทรูไลฟ์สไตล์ รีเทล ก่อนจะออกมาทำพีอาร์ซึ่งเป็นงานที่ชอบกับ เดอะ มอลล์ และบริษัท กู๊ดเยียร์

ปัจจุบัน เวนิก เป็นเจ้าของบริษัท สตูดิโอแมงโก้ ซึ่งดำเนินกิจการมาปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 และเธอเชื่อว่า ก้าวเดินมาจนถึงวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะการฝึกงาน

การฝึกงานของนิสิต นักศึกษา อาจจะใช้เวลาไม่นานนัก แต่ระหว่างนั้น หลายคนได้ทำอย่างคุ้มค่า บางคนได้ค้นพบตัวเอง บ้างได้งานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และอดีตเด็กฝึกงานจำนวนหนึ่งต้องขอบคุณช่วงเวลาเหล่านั้นซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันให้เดินใกล้ความสำเร็จตามเป้าการฝึกงานจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการเรียนเพื่อสอบให้ผ่านหรือเพื่อจบการศึกษา และนี่คือ ประสบการณ์ชีวิตที่ซื้อไม่ได้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69