
ศิลปะ ของการหลุดให้พ้น (หนี้)
การที่จะทำให้ภาระหนี้สินลดลงนั้น มองให้ง่ายก็ง่าย เพราะโดยพื้นฐานแล้วก็คือการทำให้รายจ่ายลดลง
โดย...บีเซลบับ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
การที่จะทำให้ภาระหนี้สินลดลงนั้น มองให้ง่ายก็ง่าย เพราะโดยพื้นฐานแล้วก็คือการทำให้รายจ่ายลดลง หรือ/และสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แล้วนำเงินที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสองส่วนไปชำระหนี้ มองให้ง่ายก็ง่ายอย่างที่ว่า หากในความเป็นจริงกว่าจะหลุดพ้นได้จากภาวะการเป็นหนี้ เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่ต้องนำมาใช้ร่วมกัน บริหารจัดการนำพาตัวเองสู่ความเป็นไท
1.ในทางปฏิบัติข้อแรกเลย คุณต้องลดรายการจ่ายที่เป็นความฟุ่มเฟือยทั้งหมด (ตัดรายจ่ายนี้ได้โดยไม่เสียชีวิต) สิ่งของและความไม่จำเป็น (ทั้งสินค้าและบริการ) ที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย ต้องตัดออกให้หมด หักดิบชีวิตจากความไม่ฟุ่มเฟือยทั้งหลายแหล่
2.เมื่อคุณตกลงใจได้แล้วว่า จะใช้เงินจ่ายหนี้ให้มากที่สุดได้เท่าไรในแต่ละเดือน ให้คุณใช้เงินส่วนมากจ่ายหนี้ก้อนที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน ซึ่งปกติจะเป็นรายจ่ายหนี้บัตรเครดิต แล้วค่อยใช้เงินส่วนน้อยจ่ายบิลที่ยังพอจะหมุนเงินต่อได้
3.เมื่อคุณกำจัดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงสุดไปได้แล้ว หมายถึงเมื่อชำระหนี้บัตรเครดิตหมดแล้ว จึงค่อยนำเงินมาจ่ายหนี้ก้อนที่มีดอกเบี้ยแพงรองลงมาเป็นลำดับถัดไป
4.คุณอาจพิจารณาโยกย้ายบัญชีบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยแพงๆ ไปหาบัตรที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่อย่าลืมอ่านสัญญาให้รอบคอบ เพราะบางทีข้อเสนอดอกเบี้ยต่ำมีผลเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
5.บางคนใช้วิธีโยกเงินหรือกู้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต แต่การทำแบบนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะหากคุณออกจากงาน คุณอาจต้องจ่ายหนี้เงินกู้ก้อนนี้ให้หมดภายในระยะเวลา 3 เดือนหรือในทันที นั่นหมายถึงว่าไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ดีขึ้นมาเลย แถมสั่นคลอนหลักประกันเรื่องเงินทุนสำรองอย่างไม่จำเป็น
6.การแก้ปัญหาหนี้สินควรเป็นไปตามธรรมชาติ อาศัยวินัยการใช้จ่ายเงินในกระเป๋าอย่างเคร่งครัด ลดการจับจ่ายใช้สอยลง 2-3 เดือน จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินไปได้มาก แต่ถ้ายังไม่พอก็ควรพยายามลดค่าใช้จ่ายประจำลง เช่น ลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ทำรีไฟแนนซ์รถยนต์เพื่อลดภาระดอกเบี้ย
7.สินเชื่อบัตรเครดิตที่เป็นหอกข้างแคร่กับหลายๆ คน (แม้แต่คนที่มีรายได้สูงๆ ก็ตาม) ควรตั้งเป้าหมายให้ตัวเลขหนี้เป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด เตือนตัวเองให้บ่อยถึงบ่อยที่สุดว่า ไม่ควรมียอดหนี้ในบัญชีบัตรเครดิตเกินกว่า 80% ของวงเงิน
8.ถ้าใช้บัตรเครดิตจนใกล้จะเต็มวงเงิน คุณอาจต้องไม่ทำตามกฎระเบียบในการชำระหนี้บัตรเครดิตชั่วคราวคือชำระหนี้บัตรที่มีดอกเบี้ยสูงสุดก่อน แต่จำเป็นที่จะต้องชำระบัตรที่ใช้จำนวนเงินใกล้จะเต็มเสียก่อน
9.อย่าเข้าไปติดกับวงเงินขั้นต่ำที่คุณต้องชำระ ถ้าคุณเลือกชำระแต่วงเงินขั้นต่ำ คุณจะจ่ายได้แค่หนี้ในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ได้แตะเงินต้นเลย ณ เพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเครดิตที่ 18% ในปัจจุบัน คุณจะต้องใช้เวลายาวนานหลายปี (เน้นว่านานมากๆ และหลายปีมากๆ) กว่าจะชำระหนี้บัตรเครดิตได้หมด แถมตัวเลขบ่งชี้จากจำนวนปีที่คุณต้องจ่ายจะบอกในตัวของมันเองว่า คุณจะต้องจ่ายมากกว่าวงเงินที่คุณใช้ไปจริงๆ อีกต่างหาก
10.บางครั้งหนี้บัตรเครดิตมาจากรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน อย่างเช่นค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ในทางทฤษฎีแล้วคุณควรมีเงินเก็บฉุกเฉินสำหรับกรณีแบบนี้ ให้แยกเงินเก็บจำนวนหนึ่งไว้ในบัญชีต่างหาก เรียกบัญชีนี้ว่าบัญชีฉุกเฉิน เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้ จึงค่อยนำเงินส่วนนี้ออกมาใช้ โดยวิธีนี้ก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงไม่ต้องกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้
สรุปสุดท้ายว่า เมื่อคุณชำระหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้ทั้งหลายลงได้หมดแล้ว คุณต้องระมัดระวังตัวเอง ไม่ก่อหนี้โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตมากจนเกินจะรับไหวอีก ใช่! ชีวิตมีค่าใช้จ่าย แต่ต้องบริหารจัดการให้พอดี เพียงแค่นี้ชีวิตก็เป็นไท ไม่เป็นหนี้ นึกเสียว่าการฝึกวินัยตัวเองสนุกมากๆ หรือมีความหมายอย่างไร เมื่อมีเดิมพันของการหลุดพ้นจากความเป็นหนี้ และมีรายได้ที่ท่วมท้นเพราะไม่ถูกรายจ่ายหรือหนี้เบียดบังไปนั่นเอง







