
หากโลกนี้ไม่มีแมว หากโลกนี้ไม่มี...เรา
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
“งานศพของผมคนที่มาจะเป็นใครกันนะ
เพื่อนเก่า แฟนเก่า ญาติ อาจารย์ เพื่อนร่วมงาน
จะมีกี่คนที่เสียใจจากใจจริงให้กับการตายของผม
แล้วพวกเขาจะพูดถึงชีวิตผมว่ายังไงกันบ้าง
เป็นคนอัธยาศัยดี เป็นคนสะเพร่า เป็นคนอารมณ์ร้อน เป็นคนที่ไม่ค่อยมีสาวๆ สนใจ...
ณ ข้างหมอนที่ผมนอนอยู่ พวกเขาจะพูดถึงความทรงจำแบบไหนกันบ้าง
ตอนนั้นเองที่ผมนึกขึ้นมาได้
ผมให้อะไรกับพวกเขาบ้าง เหลืออะไรไว้บ้าง
สิ่งที่บอกว่าผมได้อยู่มาจนถึงตอนนี้ เพื่อชั่วขณะที่ผมไม่อาจหยั่งรู้นั้น
อยู่มาสามสิบปี ผมเพิ่งนึกได้เอาตอนนี้
โลกที่มีผมกับโลกที่ไม่มีผม ต่างกันแค่ตรงนั้นเอง ความแตกต่างเล็กๆ นั่น
‘ช่องว่าง’ เล็กๆ ที่เป็น ‘สัญลักษณ์’ บอกว่าผมเคยมีชีวิตอยู่”
นี่คือส่วนหนึ่งของนวนิยายเรื่อง “If Cats Disappeared from the World ถ้าโลกนี้ไม่มี แมว” ที่เขียนโดย เกงคิ คาวามุระ แปลโดย ดนัย คงสุวรรณ์ (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แมกซ์) ซึ่งในฐานะผู้อ่าน นี่คือส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของนวนิยายเรื่องนี้ เพราะมันได้สะท้อนให้เราได้ตระหนักรู้ว่า เราจะอยู่ หรือเราจะตาย ไม่สำคัญเท่าในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราได้ใส่ใจและให้ความสำคัญกับคนรอบข้างมากเพียงใด รวมทั้งเราได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากใช้เต็มที่แล้วหรือยัง
เมื่อนวนิยายเรื่องนี้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง “If Cats Disappeared from the World ถ้าแมวตัวนั้น หายไปจากโลกนี้” ที่ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของบุรุษไปรษณีย์วัย 30 ปี (ทาเครุ ซาโต้) ที่บ้าหนัง และอาศัยอยู่กับแมวที่ต่างจังหวัดของญี่ปุ่น ก็ได้ทำให้เราคนดูได้ตระหนักถึงสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่เพิ่มมากขึ้นจากการอ่านนวนิยายเข้าไปอีก โดยการที่เราได้ดูเรื่องราวชีวิตของเขาจากจุดเริ่มต้นที่เขาไปหาหมอ แล้วพบว่าเป็นเนื้องอกในสมอง และได้รู้ว่าตัวเองจะมีเวลาเหลืออีกไม่นาน เมื่อเขากลับบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก จู่ๆ ก็ได้พบกับคนคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนเขาเป๊ะ ที่เรียกตัวเองว่าปีศาจ และมีข้อเสนอให้กับบุรุษไปรษณีย์คนนี้ไว้ว่า จะเพิ่มเวลาชีวิตให้เขาหนึ่งวัน แต่ต้องแลกด้วยการลบอะไรบางสิ่งไปจากโลก
1 วัน ลบไป 1 สิ่ง โทรศัพท์ หนัง นาฬิกา และแมว คือสิ่งที่ปีศาจเลือกที่จะลบไปจากโลก ซึ่งโลกที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีหนัง ไม่มีนาฬิกา มันช่างแปลกตา แต่กลับทำให้บุรุษไปรษณีย์คนนี้รู้สึกถึงความหมายและคุณค่าของพวกมันมากขึ้น (รวมทั้งทำให้เราคนดูได้รู้สึกถึงคุณค่าและความหมายของมันตามไปด้วย)
“จะได้อะไรมาสักอย่าง ก็ต้องเสียอะไรไปสักอย่าง” เมื่อบุรุษไปรษณีย์ต้องเสียบางสิ่งไป แต่เขาก็ได้ไปหาคนรักเก่า ได้ย้อนความทรงจำเก่าๆ ไปด้วยกัน อีกทั้งยังได้พูดคุยกับเพื่อนสนิท ได้นึกถึงเรื่องราวดีๆ ของแม่ที่ตายไปแล้ว และได้เผยความในใจที่มีต่อพ่อที่ไม่ได้เจอกันมานาน และไม่เคยพูดจากันมากกว่า 1 ประโยค รวมทั้งทำให้เขาได้รู้ตัวว่า จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ซะ อย่ามัวชักช้า อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยว่างเปล่า เพื่อที่จะได้ไม่มัวมาเสียดายชีวิต เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะลาลับจากโลกใบนี้
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ จุดอ่อนของมันมีอยู่นิดเดียวคือ อาจทำให้คนดูที่ไม่ได้อ่านนวนิยายมาก่อน สับสน งุนงง จากการตัดต่อที่สลับกันไปมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่จุดแข็งของมันคือ “สารสำคัญ” ที่สื่อผ่านมายังภาพ เสียง การสื่อสารผ่านการแสดงของนักแสดงนำ รวมทั้งความน่ารักของแมวและความหมายที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้คำว่า “แมว”
หากแมว คือเรา และหากเรา คือแมว เมื่อโลกนี้ไม่มีเรา เราจะทำอะไรก่อนลาจากโลกนี้ไป คำถามนี้น่าคิด และอยากให้คุณได้ลองคิด







