posttoday
คำพันธ์ เหล่าวงษี เรียกเขาว่า ‘ปราชญ์เกษตร’

คำพันธ์ เหล่าวงษี เรียกเขาว่า ‘ปราชญ์เกษตร’

28 พฤษภาคม 2559

ทำเกษตรมีแต่จน ทำแล้วมีแต่หนี้...จริงหรือ... วันนี้มีตัวอย่างดีๆ จากเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง มาเล่าสู่กันฟัง

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

ทำเกษตรมีแต่จน ทำแล้วมีแต่หนี้...จริงหรือ... วันนี้มีตัวอย่างดีๆ จากเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง มาเล่าสู่กันฟัง ว่าเอาเข้าจริง เป็นเกษตรกรแสนจะมั่งมีขนาดไหน รวยทั้งอาหาร รวยเงิน และรวยความสุข นี่คือ 1 ตัวอย่างดีๆ ที่ทุกคนสามารถเลียนแบบเอาเยี่ยงอย่างได้ และมั่นใจว่า หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้แล้ว หลายคนอาจมองเห็นช่องทางใหม่ของชีวิต มีช่องทางที่จะประกอบสัมมาชีพและเป็นแนวทางปลดแอกจากหนี้สินและเป็นนายของตัวเองได้เหมือนกับ “คำพันธ์ เหล่าวงษี” ปราชญ์เกษตร สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2559

คำพันธ์ เหล่าวงษี ปัจจุบัน อายุ 53 ปีเป็นชาว อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ชีวิตเคยทำมาหลายอาชีพ และมีหนี้สินติดตัว แต่หลังจากหันกลับมาทำอาชีพเกษตร โดยยึดเอาแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นคัมภีร์ทำการเกษตร จากวันนั้นถึงปัจจุบันเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมา เขาประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรสามารถปลดหนี้ และสร้างชีวิตใหม่ สร้างครอบครัว จนได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ทั้งคนในจังหวัด และรวมถึงเป็นศูนย์เรียนรู้ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้สนใจทั่วประเทศ จนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาและประกาศคัดเลือกให้ได้รับรางวัล สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2559 และเข้ารับโล่รางวัลพระราชทานเมื่อวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อ 9 พ.ค. 2559

สิ่งที่ทำให้ คำพันธ์ ได้รับการยอมรับในฐานะเกษตรกรต้นแบบ คือการทำโครงการ 1 งาน  1 แสน ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก พร้อมประเด็นข้อกังขา ว่าสามารถทำได้อย่างไร และสามารถสร้างรายได้มากดังที่กล่าวจริงหรือไม่

คำพันธ์ เหล่าวงษี เรียกเขาว่า ‘ปราชญ์เกษตร’

 

คำพันธ์ เล่าว่า เนื่องจากตัวเองมีที่ดินไม่มาก มีพื้นที่ทำการเกษตรเพียง 6 ไร่ เมื่อตัดสินใจทำการเกษตร เขาได้ไปศึกษาการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ก็พบว่า จะต้องเริ่มสร้างความมั่นคงให้ที่ดินที่จะทำการเกษตรเสียก่อน ซึ่งก็คือ แหล่งน้ำ จึงได้เริ่มขุดบ่อน้ำโดยใช้พื้นที่ 2 ไร่ อีก 1 ไร่ ทำที่อยู่อาศัย และอีก 1 ไร่ ปลูกข้าวเพื่อที่จะเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวเพื่อลดรายจ่าย และพื้นที่ที่เหลือใช้สำหรับประกอบอาชีพ ที่มีทั้งการปลูกไม้ผล ปศุสัตว์ ประมง และพืชผักสวนครัว

“เหนือบ่อน้ำผมทำเป็นคอกหมู เล้าไก่ เมื่อมันขี้ก็จะลงไปเป็นอาหารปลา มีปลาหลายชนิดและกบซึ่งเป็นเงินที่สะสมในธนาคาร จับขายก็ได้เงิน ในพื้นที่บกหรือพื้นที่สวนจะปลูกผัก ไม้ผลหลากหลายชนิดที่เป็นที่ต้องการของตลาดในพื้นที่ เป็นรายได้รายวัน สำหรับมูลสุกรที่ได้มาก็นำไปทำปุ๋ยคอก ทั้งหมดทำให้ผมมีทั้งอาหารที่พอกินถ้าเหลือก็นำไปจำหน่าย และที่สำคัญผมได้วัตถุดิบการเกษตรชั้นดีคือปุ๋ยคอก ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญเกือบ 20-30% ของสินค้าเกษตรแต่ละตัว”

แต่ที่น่าพิศวง คือ การสร้างรายได้ให้1 งาน 1 แสนบาทได้อย่างไร เพราะจากเนื้อที่ทำการเกษตร คิดอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้ผลผลิตจำนวนมากและก่อให้เกิดรายได้ขนาดนั้น

คำพันธ์ เล่าว่า เดิมนั้นปลูกผัก ปลูกมะนาว มะละกอ ขาย ก็มีรายได้เพียงเลี้ยงครอบครัว จึงมาคิดว่าทำอย่างไรจะต่อยอดสร้างรายได้เพิ่ม จึงไปอบรมการติดตา ตอนกิ่งการทาบกิ่ง ไปเรียนรู้จากศูนย์ถ่ายทอดของกระทรวงเกษตรฯ บ้าง ของปราชญ์ชาวบ้านบ้าง และกลับมาเริ่มต้นทำใหม่ โดยการหัดพัฒนาสายพันธุ์พืชผลที่ปลูกและมีความถนัด เหตุที่เขาต้องคิดและพัฒนาตัวเองนั้น เนื่องจากส่วนมากเกษตรกรจะมีที่ดินน้อย และขาดแหล่งน้ำ การที่เขาทำและประสบความสำเร็จ ทำให้กลายเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรด้วยกัน

คำพันธ์ เหล่าวงษี เรียกเขาว่า ‘ปราชญ์เกษตร’

 

“ในที่ดินแต่ละ 1 งาน หรือ 100 ตารางวาผมจะมีการปลูกทั้งผัก ไม้ผล พืชสวนครัว และเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งไก่ หมู ซึ่งจะคละกันไปทุกอย่างจะปลอดสารพิษ และมีการทำปุ๋ยใช้เอง เพราะฉะนั้นใน 1 งาน ผมจะมีพืชผักสวนครัว กลุ่มพืชเหล่านี้ ผมเรียกว่า เป็นพืชที่สร้างรายได้เข้าบ้านรายวัน ทั้งพริก มะเขือ ผักสวนครัว ที่รองรับตลาดความต้องการในชุมชน โดยเฉพาะมะเขือ ที่ได้มีการพัฒนาจนได้มะเขือยักษ์ เป็นที่ต้องการของตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นิยมนำไปทำซุปมะเขือ เป็นต้น หรือผักทั่วไป คนมาซื้อกันเยอะเพราะที่สวนผมไม่มีการใช้สารเคมีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ส่วนไม้ผล ปลา กบ เป็นเงินสะสมในธนาคาร สิ้นปีหรือผลผลิตออก ผมจะมีเงินก้อนมาเก็บเข้าธนาคาร”

คำพันธุ์ เล่าว่า เกษตรกรไทยจำนวนมากเลือกที่จะขายผลผลิต ซึ่งหมายถึงเขาต้องมีที่ดินหลายสิบไร่ ที่จะสามารถขายสินค้าเช่น มะละกอ เป็นร้อยกิโลกรัม หรือข้าวเป็นสิบๆ เกวียน เพื่อจะได้เงินก้อน และแน่นอนว่าต้องใช้เงินมากเพื่อลงทุนใหม่ ทุกครั้งเมื่อเริ่มการผลิต เช่น เริ่มปลูกข้าว เริ่มปลูกมัน เพราะขาดการสร้างธนาคารของครัวเรือน เพราะฉะนั้นทางรอดของเกษตรกรไทยคือต้องหัดเรียนรู้และทำมากกว่า 1 อาชีพ 

“ต้องทำแบบเกษตรผสมผสาน และยึดเอาแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้ในการวางแผนจัดการที่ดิน เอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในครอบครัว และต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เช่น มะละกอ ผมจะปลูกไม่มาก แต่ทั้งหมดจะเป็นต้นที่ผมคัดพันธุ์พัฒนาพันธุ์เอง แต่ละต้นจะดูแลอย่างดี ให้ออกลูกแล้วไม่เกินต้นละ 5 ลูก เมื่อได้ที่ ผมเก็บเมล็ดมาเพาะต้นขาย ซึ่งทุกคนก็ยอมรับว่ามะละกอสวนผมดี ดังนั้นมะละกอแต่ละลูกของผมจะทำรายได้ให้กับผมไม่น้อยกว่า 1,000 บาท/ลูกจากเพาะเมล็ดไม่ใช่แค่ขายลูกไปกิน”

ไม้ผลที่เลือกมาปลูกนั้น ย้ำว่าต้องเป็นไม้ที่ตลาดต้องการในพื้นที่จะได้ไม่เสียเงินค่าขนส่งเพื่อไปขายนอกพื้นที่ เช่น มะรุม ที่เขาขายได้ทั้งฝักสด เมล็ดแห้ง และยังสามารถขายกิ่งพันธุ์ ไม้แต่ละต้นจึงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเขาได้อย่างน่าพอใจ เช่นเดียวกับมะนาว ที่จะเน้นขายกิ่งพันธุ์มากกว่าขายผล สิ่งเหล่านี้เขาบอกว่าได้มาจากการศึกษาเรียนรู้และเป็นการต่อยอดรายได้

“ไม้ผลผมปลูกประมาณ 30 ชนิด ทุกชนิดผมขายกิ่งพันธุ์ ไม่ได้ขายเป็นผล มะม่วง มะนาว ผมตอนกิ่งขายทั้งหมด  เช่น มะนาวแต่ละฤดูสามารถทำรายได้เกือบ 5 หมื่นบาท จากการขายกิ่งพันธุ์เพียงอย่างเดียว ทำให้แต่ละปีเขามีรายได้ จากการทำการเกษตรไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนบาท/ปี”   

ในขณะที่แปลงนา คำพันธ์ ถือเป็นต้นแบบที่ดีของการลดต้นทุนการผลิต โดยนาที่เขาทำจะเป็นการปลูกแบบข้าวต้นเดียว ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีและลดต้นทุนการผลิตชนิดที่กระทรวงเกษตรฯ ควรจะเอาไปเป็นต้นแบบ

“การทำนามีต้นทุนเพียง 800 บาท/ไร่จากค่าไถ 400 บาท/ไร่ และค่าแรงที่คิดกันเองในครัวเรือน โดยการทำนาจะเริ่มจากการปรุงดิน ที่จะปลูกปุ๋ยพืชสด ที่จะไถกลบ ก่อนที่จะปล่อยน้ำสำหรับหว่านข้าว ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์เพียงครึ่งถึง 1 กิโลกรัม/ไร่เท่านั้น จากปกติที่ชาวนาทั่วไปจะใช้ถึง 30-50 กิโลกรัม/ไร่หลังข้าวอายุกล้าได้ 10-12 วัน จะนำมาปักดำกอละ 1 ต้น ด้วยระยะห่าง 40 คูณ 50 เซนติเมตรโดยทุกต้นที่ปักจะต้องมีเมล็ดข้าวติดอยู่เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงต้นกล้า สำหรับปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยเมล็ดชีวภาพที่ทำเองและเมื่ออายุข้าว 1 เดือนจะฉีดพ่นด้วยปุ๋ยฮอร์โมนที่หมักเองจากหอยเชอรี่และรกหมู ที่ได้จากคอกหมู และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งผลผลิตที่ได้มากถึง 760 กิโลกรัม/ไร่”

ทั้งนี้ ข้าวที่ปลูก คำพันธ์ บอกว่าเขาเก็บพันธุ์ข้าวไว้เอง จึงเป็นพันธุ์ดี พันธุ์บริสุทธิ์ ซึ่งที่บ้านจะปลูกพันธุ์พื้นเมืองคือข้าวหอมนิล 1 ไร่สำหรับบริโภค ส่วนที่ดินอีก 5 ไร่ จะปลูก 3 สายพันธุ์ คือข้าวหอมนิล ข้าวหอมใบเตยและข้าวเหนียวสันป่าตอง เพื่อจำหน่าย ซึ่งมีผู้สนใจมารับซื้อถึงแปลง เนื่องจากเป็นข้าวปลอดสารเคมีและในฐานะเป็นอาสาสมัครครูบัญชีมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินระดับหนึ่งทีเดียว

คำพันธ์ เล่าว่า สิ่งที่ได้จากการเป็นเกษตรกร คือ 1.มีกินแน่นอน จากผลผลิตจากสวนเกษตร 2.มีรายได้ทุกวันจากการขายผลผลิต และ 3.มีความมั่นคงในอาชีพหากคนยังต้องกินต้องใช้สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจะขายได้แน่นอน

“การทำเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีวันจน ผมพิสูจน์และทำสำเร็จมาแล้ว” คำพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท