
ไม่มีอนาคต
อีกไม่ถึง 10 ปี บรรดา “มนุษย์ป้า-มนุษย์ลุง” ที่เกิดในยุค “เบบี้บูม” ก็จะเข้าสู่วัยแห่งความชรา
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
อีกไม่ถึง 10 ปี บรรดา “มนุษย์ป้า-มนุษย์ลุง” ที่เกิดในยุค “เบบี้บูม” ก็จะเข้าสู่วัยแห่งความชรา ที่เริ่มดูแลตัวเองไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การเข้าสู่วัยชราอาจดูเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่ไม่ปกติก็เพราะคนกลุ่มนี้มีจำนวนมหาศาล และจะเพิ่ม “อายุเฉลี่ย” ของประชากรประเทศนี้ให้สูงลิบลิ่ว กลายเป็น “สังคมชราภาพ” แซงหน้าวัยแรงงานและวัยเด็กไปโดยสมบูรณ์แบบ เหตุเพราะกลุ่ม “เบบี้บูม” ไม่ได้มีลูกหลานมากอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่ จากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่คงเส้นคงวาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
การให้วัยแรงงานที่มีจำนวนไม่มากดูแลผู้สูงอายุที่มีขนาดประชากรมโหฬาร จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ขณะเดียวกันหากจะให้วัยเบบี้บูมเริ่มเก็บออมสตางค์ผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ ก็ไม่น่าจะทันแล้ว เพราะเหลืออีกเพียงไม่กี่ปี รายได้ก็จะขาดตอน ซ้ำยังต้องเลี้ยงตัวเองไปอีกอย่างน้อย 20-30 ปี เพราะอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยก็มากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลจึงต้องพยายามหาทางเลือกในการป้องกันสังคม “ล้มละลาย” ด้วยการออกนโยบายประเภทเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันไดขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดก็ยังไม่มีความแน่นอน ว่าจะทำให้ผู้สูงอายุไทยอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม จะมีเพียงเรื่องเดียวที่พอจะพึ่งพิงได้ก็คือ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ที่ทำให้พอเข้าโรงพยาบาลรัฐฟรีได้บ้าง แต่ก็ต้องแลกกับคิวและจำนวนเตียงที่ไม่สมดุลกับผู้ที่เข้ารับการรักษา
ด้วยเหตุนี้ คนแก่ไทยจึงไม่มีหลักประกันอะไรว่า แก่ไปแล้วจะมี “สุขภาวะ” ที่ดี แก่ไปแล้วจะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และแก่ไปแล้วจะไม่เป็นภาระให้กับสังคม
มองในภาพใหญ่ คนกลุ่มนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากความล้มเหลวของนโยบาย เพราะไม่ว่านักการเมืองจากการเลือกตั้ง หรือผู้นำในระบอบรัฐประหาร นโยบายการสร้าง “สวัสดิการ” ให้กับคนกลุ่มต่างๆ นั้น แทบจะเป็นความสำคัญในลำดับท้ายๆ แม้ว่าคนเหล่านี้จะทำงานสร้างจีดีพีให้รัฐมากน้อยเพียงใด และแม้ว่าคนเหล่านี้จะเคยทำประโยชน์ให้ประเทศมากเพียงใดก็ตาม
มิหนำซ้ำ สวัสดิการที่มีอยู่ก็ยังถูกตั้งคำถามในแง่ “ความสิ้นเปลือง”ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ ที่ รมช.คลัง ออกมาขอให้จ่ายเฉพาะคนแก่ที่ยากจนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพ ที่คนในรัฐบาลรวมถึงในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญบางคน อยากให้ดูแลเฉพาะ“ผู้ยากไร้”
การเป็นคนไทย ในบั้นปลายชีวิตจึงแทบไม่เหลือความภาคภูมิใจใดๆ เพราะนโยบายรัฐไม่เคยสนใจในการดูแลสวัสดิการชีวิตของคนเล็กคนน้อย
เมื่อไม่มีความชัดเจน และไม่อยู่ในจุดที่รัฐสนใจ สถานะของผู้สูงอายุไทยจึงเป็นภาพตัวแทนที่ดี ถึงความคงลุ่มๆ ดอนๆ ของอนาคตประเทศ แบบเดียวกับที่สภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม กำลังประสบปัญหา “มองไม่เห็นอนาคต” เช่นเดียวกัน







