
โมเดลไฟฟ้าถ่านหินแดนกิมจิ โจทย์การจัดการพลังงาน
โรงไฟฟ้าถ่านหินถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวและประชาชนทั่วทุกมุมโลก ทั้งด้วยเหตุผลด้านผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
โรงไฟฟ้าถ่านหินถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวและประชาชนทั่วทุกมุมโลก ทั้งด้วยเหตุผลด้านผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุก่อให้เกิดฝนกรด เพราะปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ที่เกิดจากการเผาไหม้ และเมื่อสัมผัสกับน้ำฝนจะเกิดเป็นฝนกรด สร้างผลกระทบเป็นวงจร ตามมา-ดินเสื่อมคุณภาพ ผลผลิตทางการเกษตรลดลง มีการสะสมโลหะหนักในดิน ลามไปถึง น้ำกินน้ำใช้ และอาหาร
แม้แรงต้านจากทุกสารทิศยังดำเนินต่อไป แต่หลายประเทศหรือกล่าวได้ว่า ยังไม่มีประเทศใดที่เคยลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตัดสินใจเลิกใช้พลังงานนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ เชื้อเพลิงถ่านหินนั้นมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำและตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานได้มากกว่า ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ หรือนิวเคลียร์ ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมยังเป็นแหล่งพลังงานต้นทุนสูง
และเมื่อเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินถึง 30% ของการผลิตทั้งหมดและได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่แทบจะไม่มีการต่อต้านเลย ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งที่น่าศึกษาการจัดการโรงไฟฟ้ากับชุมชนของหลายประเทศ
เมื่อวันที่ 9-12 พ.ค.ที่ผ่านมา ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินดังจิน เกาหลีใต้ เพื่อศึกษาศักยภาพระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว ซึ่งไทยกำลังปฏิบัติการตามแผนดังกล่าว
การเดินทางดังกล่าว มีการเข้าพบ ดร.ปาร์ค คีฮุน (Park Kihyun) ผู้แทนจาก Korea Energy Economics Institute(KEEI) ดร.ปาร์ค ได้เล่าให้คณะเดินทางฟังว่า เกาหลีใต้ได้วางนโยบายด้านพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกและไม่เป็นภาระให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าดังจินเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัท East West Power (EWP) เป็นโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเชีย ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือ Ultra Super Critical-USC ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้าวันละ 4 หมื่นตัน นำเข้าถ่านหินมาจาก อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย แคนาดา อเมริกาใต้ เป็นถ่านหินเกรดเอเพียง 30% เท่านั้น ที่เหลือจะเป็นถ่านหินคุณภาพต่ำ แล้วนำมาผลิตรวมกัน แต่เนื่องจากเทคโนโลยีในการเผาใหม่มีคุณภาพทำให้สามารถควบคุมก๊าซต่างๆ ได้ดี และเป็นไปตามมาตรฐาน
ก่อนก่อสร้างทางโรงไฟฟ้า มีประชาชนบางส่วนออกมาต่อต้านเนื่องจากเกรงปัญหามลพิษ แต่ทางโรงไฟฟ้าและรัฐบาลเกาหลีใต้เจรจาโดยใช้เวลาหลายปี เชิญชาวบ้านในพื้นที่ทุกคนมาร่วมทำความเข้าใจตกลงกัน จนทั้งสองฝ่ายเห็นชอบและยินยอมให้ตั้งโรงไฟฟ้า
แดนกิมจินั้นได้ชื่อว่ามีกฎหมายในการดูแลประชาชนด้านสุขภาพที่เข้มแข็ง เน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไข กรณีโรงไฟฟ้ามีการกำหนดให้มีการตรวจสุขภาพประชาชนในที่ตั้งโรงไฟฟ้าทุก 6 เดือน ใน 6 โรค ขณะที่ประชาชนนอกพื้นที่จะได้รับสวัสดิการตรวจสุขภาพ 2 ปีใน 3 โรคเท่านั้น ส่วนผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ตรวจสุขภาพฟรี อายุมากกว่า 60 ปี รัฐดูแลด้านสุขภาพฟรีทั้งหมด ยังไม่นับถึงการสนับสนุนด้านการศึกษา ก่อสร้างสาธารณประโยชน์ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ตลาดสด โรงเรียน ห้องประชุม ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ประชาชนจะเป็นผู้เสนอ และเป็นสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน จนทำให้เกิดความพึงพอใจและยอมรับได้นอกจากนี้ ในระยะยาวยังมีการสนับสนุนด้านอาชีพ เช่น สร้างช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์เพื่อส่งเสริมด้านการค้า มีการกำหนดสัดส่วนคนทำงานในโรงไฟฟ้าให้เป็นคนในพื้นที่มีประมาณ 8% ของพนักงานทั้งหมด
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการระบุอีกว่า เรื่องของค่าไฟฟ้านั้น คนในพื้นที่จ่ายเพียง 50% เท่านั้น รัฐบาลเกาหลีจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ 5,400 ล้านบาท ซึ่ง 80% ดูแลประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า และอีก 20% ดูแลทั้งชุมชนของเมืองดังจิน
แต่มาตรการที่กล่าวมาก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะลดแรงต้านจากคนในพื้นที่ เพราะยังไม่ใช่หลักประกันที่จะลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รัฐบาลจึงต้องแสดงให้เห็นว่า กระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้ามีการป้องกันอย่างรัดกุม เช่นเรื่องของฝุ่นละอองจากถ่านหิน ซึ่งขนส่งมาทางเรือ โรงไฟฟ้าจำเป็นต้องมีสถานที่เก็บถ่านหิน ดังนั้นจึงต้องมีวิธีป้องกันแบบ 2 ชั้น คือ มีการปลูกต้นสนโดยรอบ และมีการใช้สเปรย์น้ำ ซึ่งผสมน้ำยาในการควบคุมไม่ให้ฝุ่นกระจายออกนอกพื้นที่ และจะมีระบบบำบัดที่มีมาตรฐานสูง แต่ปัจจุบันมีการวิจัยพบว่า โรงไฟฟ้ามีส่วนทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลในบริเวณที่ตั้งสูงขึ้นกว่าปกติ จนต้องมีงานวิจัยเรื่องนี้เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดและแก้ปัญหาต่อไป
ขณะที่ระบบการควบคุมมลพิษ โรงงานทุกแห่งจะต้องมีการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลเพื่อตรวจสอบและควบคุมมลพิษ หากเกินมาตรฐาน 3 ครั้ง รัฐบาลก็จะให้โรงงานนั้นหยุดการผลิตและทำการแก้ไขจนพิสูจน์ได้ว่าการทำงานทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ค่าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงเดินเครื่องต่อได้
ความสำเร็จของเกาหลีใต้ที่แสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่อยู่ร่วมกับชุมชนได้ และพบอีกว่ามีคนเกาหลีย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ 100 ครัวเรือน เป็น 400 ครัวเรือน
แต่ตัวอย่างด้านความสำเร็จในการจัดการดังกล่าว จะนำมาปรับใช้กับที่ไหน หรือกระทั่งประเทศไทยเองได้แค่ไหนเพียงไร เป็นเรื่องที่ไม่มีใครตอบได้







