
นาถลดา มีฤกษ์งาม ยอดคุณแม่แห่งหมู่บ้านโสสะ
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
หมู่บ้านเด็กโสสะ หรือ SOS Children
’s Villages ดำเนินงานในไทยมากว่า 35 ปี โดยมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันมีหมู่บ้านเด็กโสสะ 5 แห่ง คือ หาดใหญ่ หนองคาย ภูเก็ต เชียงราย และบางปู หมู่บ้านเด็กหมู่บ้านนี้ให้การช่วยเหลือเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ หรือเด็กที่ครอบครัวเดิมไม่สามารถดูแลเด็กได้เด็กจะมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอีกครั้ง โดยมี
“คุณแม่โสสะ” ซึ่งจะเป็นคุณแม่ประจำบ้าน ดูแลลูกประมาณ 10 คนต่อบ้าน 1 หลัง มีบทบาทหน้าที่ทางครอบครัวเสมือนครอบครัวปกติ ภายในครอบครัวหนึ่งยังประกอบด้วยพี่น้องชายหญิงต่างวัยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่ละครอบครัวจะมีบ้านเป็นของตัวเอง อยู่ร่วมกันในหมู่บ้านเด็กโสสะ ซึ่งเป็นชุมชนที่ช่วยเหลือพึ่งพากัน หมู่บ้านหนึ่งประกอบด้วยบ้านครอบครัวโสสะ 1012 หลังSOS Children
’s Villages เป็นต้นแบบของหมู่บ้านเด็กเอสโอเอสทั่วโลก เกิดขึ้นจากแนวคิด ดร.เฮอร์มานน์ กไมเนอร์ ชาวออสเตรียที่ใช้หลักการดูแลเด็กที่ขาดพ่อแม่ญาติมิตรในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว ทำให้เด็กเติบโตขึ้นเช่นเดียวกับเด็กในครอบครัวสมบูรณ์ทั่วไป จะว่าไปที่นี่ก็คือชุมชนทดแทน ที่มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมือนปกติมากที่สุด มีแม่อุปถัมภ์และครอบครัวทดแทน เช่น คุณน้า คุณอา ซึ่งก็เป็นคนในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นเอง“
แม่ 1 คน ดูแลบ้าน 1 หลัง หรือดูแลเด็ก 10 คน หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนและเติบโต ลูกแต่ละคนจะมีการสนับสนุนด้านการศึกษาสูงสุด เด็กที่นี่ถ้าอยากเรียนต่อถึงปริญญาตรีก็ทำได้ถ้าอยากจะทำ” นาถลดา มีฤกษ์งาม หนึ่งในคุณแม่โสสะเล่า ภาระหน้าที่ในการดูแลเด็กถึง 10 คนต่อวัน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความรักความทุ่มเทก็ทำให้คุณแม่ผ่านวันคืนที่หมู่บ้านโสสะแห่งนี้มาได้คุณแม่บอกว่า ขณะนี้อายุ 55 ปี โดยทำงานเป็นคุณแม่อุปถัมภ์ที่หมู่บ้านเด็กฯ ตั้งแต่อายุ 21 ปี ถึงวันนี้เป็นเวลา 32 ปีแล้ว ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูการเติบโตของเด็กมากมาย ภูมิใจและอิ่มใจกับความสำเร็จของเด็กที่เจริญเติบโตเป็นคนดีมีการมีงานทำ ถึงวันหยุดก็พากันมาเยี่ยมคุณแม่อุปถัมภ์คนนี้ ตั้งใจจะทำงานต่อไปให้ดีที่สุด เพราะถือเป็นโอกาสที่จะทำบุญและคุณงามความดีให้แก่โลก
พญ.ณัฏฐิณี ชินะจิตพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ราชนครินทร์ กล่าวว่า อย่างแรกที่แม่อุปถัมภ์ต้องมี คือ ใจ คนเป็นแม่ลักษณะนี้ต้องเข้ามาในมุมมองที่พร้อม บางคนต้องปรับตัวเยอะ ปรับตัว ปรับอารมณ์ และแม้เมื่อทำงานไปนานๆ ก็ต้องไม่ลืมที่จะสำรวจตัวเองเป็นระยะๆ
“
ใจรักก็ส่วนของใจ แต่เมื่อทำงานนานเข้าๆ ปัญหาของเด็กเป็นเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ ยิ่งเป็นเด็กในลักษณะนี้ ก็ยิ่งต้องการความรักความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะต้องการคนที่ใกล้ชิดไว้ใจได้ คนเป็นแม่ต้องรู้จักเด็กทุกคนในบ้าน ต้องรู้จัก เข้าใจ และเข้าถึงเด็กแต่ละคน สัมผัสเด็กได้ มองหน้าสบตาเด็กรู้ นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำ” พญ.ณัฏฐิณี กล่าวความรักความชอบก็เป็นระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ ความรัก ความเมตตา การทำงานแบบทุ่มเทและเสียสละแบบนี้ ใจรักต้องพัฒนาให้เป็นความรักความเมตตา และขั้นต่อไปก็คือความเอาใจใส่ ทำความเข้าใจ เรียนรู้ อย่าลืมสอบอารมณ์ตัว(แม่)เองด้วย เพราะถ้าปล่อยไปจะเรื้อรัง และเกิดเป็นความเบื่อหน่าย (ต่อปัญหา) ได้







