
40ปี/ภาพยนตร์/ยุทธนา
หากใครเป็นแฟนคลับของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) คงรู้ดีว่า หนึ่งในพันธกิจของที่นี่ คือ
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
หากใครเป็นแฟนคลับของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) คงรู้ดีว่า หนึ่งในพันธกิจของที่นี่ คือ การจัดฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ศรีศาลายาให้พวกเราชาวไทยได้ดูกันฟรีโดยเป็นการจัดฉายภาพยนตร์ที่ไม่เหมือนที่อื่นๆทั่วไป นั่นคือไม่ได้จัดฉายภาพยนตร์ชนโรง ไม่ได้จัดฉายภาพยนตร์ตามกระแส แต่จัดฉายภาพยนตร์หลากหลายแนว ทั้งไทยและเทศทั้งเก่าและใหม่ (ค่อนไปทางเก่า) แต่ที่แน่ๆมีจัดฉายแทบจะทุกวัน
เมื่อผมลองเช็กโปรแกรมการจัดฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ศรีศาลายาในรอบเดือน พ.ค. ผมก็ได้ค้นพบว่า มีโปรแกรมการจัดฉายภาพยนตร์น่าสนใจมากๆ นั่นคือการจัดฉายภาพยนตร์ของ หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับและผู้เขียนบท ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์มาแล้วมากมายในชีวิตการทำงานของเขามากว่า 40 ปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำงานที่แสนยาวนาน และถือได้ว่านี่เป็นโปรแกรมการจัดฉายภาพยนตร์ที่มีความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย
เมื่อมีของดีอย่างนี้ ทำไมถึงจะไม่บอกต่อ จริงไหม?
สำหรับโปรแกรมการจัดฉายภาพยนตร์ของยุทธนา เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยได้จัดฉายที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายาไปแล้ว 5 เรื่อง นั่นคือไฟนรกขุมโลกันต์ (ปี 2523) เงิน เงิน เงิน (ปี 2526)น้ำพุ (ปี 2527) ผีเสื้อและดอกไม้ (ปี 2528) หลังคาแดง(ปี 2530) และจักรยานสีแดง (ปี 2540)
ถามว่า นับตั้งแต่วันนี้เรายังจะได้ดูภาพยนตร์ของยุทธนาอยู่อีกไหม คำตอบคือ ยังได้ดูอยู่ครับ เพราะโปรแกรมการจัดฉายภาพยนตร์ของยุทธนา ไม่สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ ยังมีต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่เรายังจะได้ชมภาพยนตร์ของผู้ชายคนนี้กันต่อไป
หากใครอยากดูผลงานการกำกับภาพยนตร์อย่างเต็มตัวเรื่องแรกของยุทธนา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากบทภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทละครดังของฝรั่งเศส (เกียรติโสเภณี ของ ฌอง ปอล ชาร์ต) และนำเสนอออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์เพลง ต้องไม่พลาด “เทพธิดาบาร์ 21” ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของ ลินดา วงศ์ซื่อ สาวประจำ “บาร์ 21” ผู้ผิดหวังในความรัก และบังเอิญเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ฆาตกรรมบนรถไฟ ต่อมาเธอได้พบกับ ทนง ชายหนุ่มผู้แสนดีและร่ำรวย ผู้หาทางมาใกล้ชิดกับเธอ โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเขาหวังผลประโยชน์บางอย่างจากความเป็นคนซื่อของเธอ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จัดฉายในวันนี้ เวลา 13.00 น.
ยุทธนาได้พูดถึง จันทรา ชัยนาม ผู้ที่รับบท ลินดา ไว้ในเฟซบุ๊กของเขาไว้ว่า จันทราชัยนาม แสดงหนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวให้กับเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ อันเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาที่ออกสู่สายตาสาธารณชนในปี 2521
“ผมเลือกคุณจันทรามา เพราะความสามารถทางการแสดงยอดเยี่ยม เมื่อครั้งผมได้ไปชมเธอแสดงบทนำในละครเวทีเรื่อง ราโชมอน ที่เอยูเอ บทนี้เป็นบทที่ยากและซับซ้อน และยิ่งผมต้องการนำเสนอให้เป็นภาพยนตร์เพลงดราม่า ที่ต้องทั้งร้องและเต้นพร้อมๆ ไปกับการแสดง ยิ่งไปกันใหญ่ โดยปกติ คุณจันทราเป็นคนสนุก มีอารมณ์ขัน ยิ้มง่าย หัวเราะง่าย ยังถึงกับเครียดไปเลยในบางช่วงของการถ่ายทำ อย่างไรก็ตามเธอก็ทำมันออกมาได้ดี ดีมากจนได้รับรางวัลตุ๊กตาทองดารานำหญิงยอดเยี่ยมของปีนั้นไปครองในการแสดง ต่อมาเธอไม่ยอมรับเล่นหนังอีกเลย ไม่รู้ว่าเข็ดผมหรือเปล่า แต่ผมก็ขอขอบพระคุณคุณจันทราไว้ตรงนี้อีกครั้ง ที่ได้อุทิศอย่างหมดตัวต่อศิลปะการแสดงในครั้งนั้น ที่ทำให้ผู้ชมหลายท่าน รวมทั้งผม มีความสุขที่ได้ชมสิ่งดีๆ และมันจะอยู่ในความทรงจำที่ดีเยี่ยมของผมตลอดไป”
ต่อเนื่องกันด้วยภาพยนตร์เรื่อง เทพธิดาโรงงาน (จัดฉายวันนี้ ในเวลา 15.15 น.) ภาพยนตร์แนววิพากษ์สังคม ที่ว่าเรื่องราวของ อ้อย (จารุณี สุขสวัสดิ์) สาวชนบทที่เข้ามาทำงานในโรงงานทอผ้า และได้รู้จัก ป้าจันทร์ ซึ่งเธอเคารพรักเหมือนแม่ วันหนึ่งป้าจันทร์เกิดป่วยหนัก ซ้ำยังถูกโรงงานทอดทิ้ง เป็นเหตุให้อ้อยโกรธแค้นโรงงานที่หลอกใช้ลูกจ้างและไม่เคยเหลียวแล ว่ากันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้มากถึงห้าล้านบาท เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในที่ปี 2525
“ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณจารุณีในเทพธิดาโรงงาน ในยุคที่เธอเป็นดาราทองโด่งดังสุดๆ แม้ว่าเธอจะต้องถ่ายหนังซ้อนกันนับสิบเรื่อง แต่ความสามารถ ความรับผิดชอบ และความน่ารักโดยส่วนตัวของเธอ ก็ยังทำให้ผมพึงพอใจในหนังสุขนาฏกรรมอย่างหนักเรื่องนี้เสมอมา”
หากใครว่างในวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค. เวลา 13.00 น. ต้องไม่พลาดดูภาพยนตร์เรื่องสำคัญของยุทธนา เรื่อง น้ำพุ (ปี 2527) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติเมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตของ น้ำพุ (แสดงโดย อำพล ลำพูน) ลูกชายนักเขียนชื่อดัง สุวรรณี สุคนธา (แสดงโดย ภัทราวดี มีชูธน) ผู้เติบโตท่ามกลางปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและแม่ และคิดว่าไม่มีใครเข้าใจในตัวเขา น้ำพุจึงเริ่มคบหาเพื่อนเพื่อเสพยา โดยไม่รู้ว่ากำลังพาตัวเองเดินไปสู่จุดจบอันน่าเศร้า
“ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณเล็กตั้งแต่เข้ามาทำหนังไทยเรื่องแรกกับท่านมุ้ย ในเรื่องความรักครั้งสุดท้าย ต่อมาคุณเล็กก็ได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้ผมกำกับละครโทรทัศน์ตอนเดียวจบครั้งแรกอยู่ 2 เรื่อง คือ ตุ๊กตาแก้ว และ ดั่งผีเสื้อโบยบิน เมื่อผมจะทำ น้ำพุ ผมคิดถึงคุณเล็กขึ้นมาทันที ทั้งที่เธอก็เลิกการแสดงไปเป็นภรรยาทูตอยู่ที่นิวยอร์กมาหลายปีแล้ว ผมได้โทรศัพท์ทางไกลติดต่อเธอมาแสดงในบทสุวรรณี เธอก็กรุณาตอบตกลงกลับมาแสดงหนังเรื่องนั้นให้ผมเกือบจะทันที”
สำหรับวันศุกร์ที่ 20 พ.ค. เวลา 13.00 น. หนุ่มสาวยุค 90 ต้องไม่พลาดมาดูภาพยนตร์เรื่อง คู่กรรม (ปี 2538) ภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายเรื่องดังของทมยันตี ที่เล่าเรื่องราวความรักของ อังศุมาลิน (อาภาศิริ นิติพน) หญิงสาวชาวไทย กับ โกโบริ (ธงไชย แมคอินไตย์) นายทหารหนุ่มประจำกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งฐานทัพบนแผ่นดินไทยในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยความแตกต่างจากฉบับที่เคยสร้างก่อนหน้านี้ คือการที่ยุทธนาได้ตีความใหม่ด้วยการเพิ่มปูมหลังให้แก่โกโบริ เพื่อที่ความรักที่เขามีต่ออังศุมาลินจะได้สมจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง
“โศกนาฏกรรมระหว่างหน้าที่และความรัก คือประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ ตอนทำ นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง วิมานลอย (Gone with the Wind) ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ มาใช้เป็นแนวคิดและพลังในการทำงาน ซึ่งก็ออกมาได้เท่าที่ความสามารถของตัวเอง ทีมงาน และเงินทุนของบริษัท (แกรมมี่) มีอยู่ครับ”
ต่อเนื่องกันด้วยภาพยนตร์ไทย 2 เรื่อง 2 รส ที่จะจัดฉายในวันเสาร์ที่ 21 พ.ค. โดยเวลา 13.00 น. จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง วิถีคนกล้า (ปี 2534) ภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ของยุทธนา เล่าเรื่องราวของชนเผ่าสมมติที่อยู่ภายใต้กรอบประเพณีอันเคร่งครัด จนกระทั่ง จ่อปา (นรินทร์ ทองคำ) ชายหนุ่มผู้มีฝีมือในการใช้ดาบได้ปลดปล่อยชาวบ้านจากระบอบเก่า ด้วยการยึดอำนาจจากผู้นำซึ่งเชื่อในความงมงาย แต่แล้วความกล้าของจ่อปา ก็เปลี่ยนไปเป็นความบ้าอำนาจ ส่งผลให้ชาวบ้านยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัวเช่นเดิม
“กับวิถีคนกล้า ถือว่ายากและหนักที่สุดในชีวิตการทำงาน เพราะดันไปเลือกถ่ายทำออนโลเกชั่นจริง 100% ในหมู่บ้านกะเหรี่ยงบนยอดดอยทั้งเรื่อง ย้ายกล้องย้ายไฟที ปีนเขาขึ้นไปเป็นชั่วโมงๆ อยู่ 3 เดือน แถมพระเอกยังสติแตกเป็นระยะๆ เกินความควบคุม (หัวเราะ)”
และในเวลา 15.15 น. ก็จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (ปี 2543) ภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องสุดท้ายของยุทธนา ที่เล่าเรื่องจริงของกลุ่มเด็กนักเรียน 8 คน ของโรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร ที่พร้อมใจกันอาสาไปเป็นยุวชนทหาร เพื่อเสริมกำลังพลของชาติที่มีไม่เพียงพอหากเกิดสงคราม กระทั่งเมื่อทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ จ.ชุมพร ยุวชนทหารทั้งหมดจึงร่วมแรงร่วมใจออกไปรบเพื่อป้องกันประเทศ
และสำหรับภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย ที่จะจัดฉายในวันที่ 22 พ.ค.นี้ เวลา 17.30 น.คือ ภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ (ปี 2528)โดยเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮาวาย ครั้งที่ 5 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติในปี 2554 เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของ ฮูยัน เด็กหนุ่มที่ตัดสินใจออกจากการเรียนเพื่อไปทำงานหารายได้ช่วยครอบครัว จนได้ไปเข้าร่วมขบวนการกองทัพมดของเด็กหนุ่มจำนวนมากที่ทำงานขนข้าวขึ้นรถไฟไปขายยังชายแดนมาเลเซีย เป็นผลให้เขาได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวของชีวิตและมิตรภาพ
ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้จะจัดฉายรอบพิเศษหลังการบรรยายพิเศษ “ชั้นครู 10” (Master Class 10) ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่จะบรรยายตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. บรรยายโดย ยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งจะมาถ่ายทอดเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ในงานภาพยนตร์ ในช่วงเวลาสี่สิบปีในวงการบันเทิง ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมชั้นครู 10 สามารถสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-482-2013-14 ต่อ 111 หรือ [email protected] งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด







