posttoday
ยอดตำนานฮอลลีวู้ดคลาสสิก อิงกริด บารีมัน

ยอดตำนานฮอลลีวู้ดคลาสสิก อิงกริด บารีมัน

08 พฤษภาคม 2559

เธอเป็นอันดับ 4 ในตำนานของนางเอกที่ดีที่สุดในตำนานของฮอลลีวู้ด -- อิงกริด บารีมัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ

โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล

เธอเป็นอันดับ 4 ในตำนานของนางเอกที่ดีที่สุดในตำนานของฮอลลีวู้ด -- อิงกริด บารีมัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ อิงกริด เบิร์กแมน จะเป็นรองก็เพียงเจ้าของ 4 รางวัลออสการ์ อย่างแคเทอรีน เฮปเบิร์น, สาวสวยตาแมว เบตตี เดวิส แล้วก็นางเอกมากสไตล์ ออเดรย์ เฮปเบิร์น เท่านั้น

อิงกริด บารีมัน (มีชีวิตระหว่าง 29 ส.ค. 1915-29 ส.ค. 1982) นักแสดงสาวชาวสวีดิช นอกจากจะฝากฝีมือไว้ในสวีเดนบ้านเกิด รวมทั้งในยุโรปแล้ว ยังมาสร้างชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์อเมริกัน โดยบทบาทอันเป็นที่รู้จักมากที่สุดคงหนีไม่พ้นผลงานคู่กับนักแสดงหนุ่มในตำนานอันดับหนึ่งของฮอลลีวู้ด อย่างฮัมฟรีย์ โบการ์ท กับ Casablanca (1942) รวมทั้งผลงานคู่กับหนุ่มฮอลลีวู้ดลำดับที่ 2 แครี แกรนต์ ใน Notorious (1946) ของยอดผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก

ผลงานของอิงกริด ส่งผลให้เธอได้รับรางวัลออสการ์ 3 ครั้ง รางวัลเอมมี 2 ครั้ง ลูกโลกทองคำ 4 ครั้ง รวมทั้งบาฟตากับรางวัลโทนี อย่างละ 1 ครั้ง ในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

ก่อนจะมาแจ้งเกิดในสหรัฐ อิงกริดเป็นนักแสดงแถวหน้าของสวีเดน โดยเธอมีโอกาสได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาชิมลางการแสดงฝั่งฮอลลีวู้ด ด้วยเพราะมีการนำเอาหนังเรื่อง Intermezzo (1939) ที่เธอฝากผลงานเอาไว้ในภาษาสวีดิช มารีเมกใหม่ในภาษาอังกฤษ

ด้วยความที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง เธอตั้งใจว่าจะมาแสดงไม่กี่เรื่องแล้วก็กลับบ้าน โดยผู้สร้าง อย่าง เดวิด โอ. เซลซ์นิค เอง ก็ยังไม่กล้าเซ็นสัญญาระยะยาว ตัดสินใจเลือกเซ็นผูกมัดเธอให้แสดงหนังแค่ 4 เรื่อง แทนที่จะเป็นสัญญามาตรฐานที่ให้กับนักแสดงทั่วไปคือ 7 ปี

ฐานะทางเงินของเอ็มจีเอ็มขณะนั้น ทำให้เดวิดวางแผนเสนออิงกริดให้สตูดิโออื่นยืม ซึ่งนักแสดงสวีดิชเข้าใจสถานการณ์ของเธอดี จึงวางแผนเดินทางมาอยู่สหรัฐเพียงชั่วคราว ปล่อยให้สามี ดร.เพทเทอร์ ลินด์สตรอม และลูกสาว เปีย ลินด์สตรอม อยู่ในสวีเดนต่อไป

การเป็นนักแสดงแบบ “ให้ยืม” นี่เอง ทำให้เธอได้ฝากผลงานดีๆ เอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Casablanca, Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), For Whom the Bell Tolls (1943), Gaslight (1944) และ The Bells of St. Mary’s (1945) ขณะที่หนังเรื่องสุดท้ายกับค่ายเอ็มจีเอ็มของเดวิด โอ. เซลซ์นิค ได้แก่ Spellbound (1945) กับ Notorious กำกับโดยอัลเฟรดนั่นเอง

สัญญายืมตัวทั้งหมด คือแผนก่อนที่ Intermezzo จะเข้าฉาย ซึ่งฮิตติดชาร์ตหนังทำเงิน แทนที่จะได้เฉิดฉายในแวดวงฮอลลีวู้ดระยะสั้นๆ กลับกลายเป็นที่มั่นกว่าทศวรรษต่อมา นิตยสาร Life ของสหรัฐ บันทึกเอาไว้ว่า อิงกริด มาสร้างค่านิยมใหม่ให้ฮอลลีวู้ด โดยเฉพาะความงามแบบไร้การเสริมแต่งใดๆ บวกกับความสูงแบบสาวยุโรป กับผมสีน้ำตาลอ่อนและตาสีฟ้า อีกทั้งรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร ที่สำคัญแม้ว่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง หากสมาธิและการเรียนรู้ที่รวดเร็วของเธอ ทำให้ไร้ปัญหาในการแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

บทบาท อิลซา ลุนด์ ใน Casablanca เป็นที่จดจำที่สุดของเธอจนถึงทุกวันนี้ หนังขาวดำที่ขึ้นทำเนียบคลาสสิกหนังอเมริกัน คือความสำเร็จเสียยิ่งกว่า Intermezzo ซึ่งเป็นการแจ้งเกิดบนเวทีฮอลลีวู้ดเสียอีก เรียกว่าเป็นการแจ้งเกิดและปักหมุดถาวรที่บ้านหลังที่สองเลยก็ได้ กับความสวยและการแสดงที่เป็นธรรมชาติ รวมถึงเคมีที่เข้ากับสุดๆ ระหว่าง เธอกับฮัมฟรีย์ โบการ์ท ในบท ริค เบลน คนรักเก่าของ อิลซา ลุนด์

For Whom the Bell Tolls (1943) ผลงานต่อมาของอิงกริดบนเวทีฮอลลีวู้ด ที่นับเป็นภาพยนตร์สีเรื่องแรกของเธอ อีกทั้งเป็นเรื่องแรกที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม หนังสร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นตัวนักเขียนเห็นบทบาทของเธอใน Intermezzo แล้วบอก พาราเมาท์ พิคเจอร์ส ที่เขาขายเรื่องให้ว่า เขาไม่เห็นว่าจะมีนักแสดงสาวคนไหนที่เหมาะกับบท มาเรีย ในเรื่องนี้เท่ากับมิสอิงกริด บารีมัน อีกแล้ว

ยอดตำนานฮอลลีวู้ดคลาสสิก อิงกริด บารีมัน

 

Gaslight (1944) หนังของผู้กำกับ จอร์จ คูเกอร์ ที่เธอรับบทเป็นภรรยาที่สามี (รับบทโดย ชาร์ลส์ โบเยอร์) กำลังจะทำให้เธอเป็นบ้า บทบาทนี้ส่งให้อิงกริดคว้ารางวัลออสการ์นักแสดงหญิงยอดเยี่ยมมาครองได้เป็นตัวแรก ก่อนที่ The Bells of St. Mary’s (1945) ที่เธอแสดงบทบาทนางชี จะทำให้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นหนที่ 3

แม้จะไม่ใชสาวผมบลอนด์ ทว่าความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของ อิงกริด ก็ไปเข้าตาเจ้าพ่อหนังสยองขวัญชาวอังกฤษ อย่างอัลเฟรด โดยเธอได้ร่วมงานกับเขาใน Spellbound (1945) Notorious (1946) และเรื่องสุดท้าย Under Capricorn (1949)

แฟนๆ ของอิงกริดต้องไม่พลาดบทบาทของเธอใน Joan of Arc (1948) ซึ่งบทบาท ฌาน ดาร์ก หรือ โจน ออฟ อาร์ก เป็นอีกบทบาทที่ทำให้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เวอร์ชั่นนี้ดัดแปลงจากบทละคร Joan of Lorraine ของ แมกซ์เวล แอนเดอร์สัน ที่อิงกริดรับแสดงในละครเวทีมาก่อน

หนัง Joan of Arc ได้ความชื่นชมจากนักวิจารณ์ ทว่าไม่ได้รับความนิยมในหมู่คนดู ไม่ใช่เพราะบทหนังหรือการแสดงของเธอมีปัญหา หากเป็นเพราะเรื่องฉาวในความสัมพันธ์ของเธอกับผู้กำกับอิตาเลียน โรแบร์โต รอสเซลลินี ซึ่งเธอไปรับเล่นหนังเรื่อง Stromboli (1950) ของเขา ทำให้ Joan of Arc พลอยล้มเหลวทางด้านรายได้ไปด้วย รวมถึงการยุติบทบาทของอิงกริดในฐานะนักแสดงฮอลลีวู้ดไปอีกนับทศวรรษ แม้ว่าภายหลังเธอจะลงเอยด้วยการแต่งงานกับโรแบร์โตก็ตาม

อิงกริดกลับมาฮอลลีวู้ดอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ กับผลงาน Anastasia (1956) ซึ่งทำให้เธอคว้าออสการ์ตัวที่สองมาครองได้สำเร็จ

ตลอดระยะเวลาในชีวิตการแสดง นอกจากโดดเด่นที่ความงามแบบธรรมชาติ แบบที่ไม่ต้องเสริมเติมแต่งแล้ว อิงกริดยังเลือกรับบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังดราม่า อีปิค หนังโรแมนติก หนังสยองขวัญ รวมทั้งหนังตลก

อิงกริด ปิดท้ายอาชีพการแสดงแบบสวยๆ ด้วยบทของ โกลดา แมร์ นายกหญิงคนแรกของอิสราเอล ในหนังทีวี Golda (1982) ก่อนจะเสียชีวิตในปีเดียวกันด้วยวัยเพียง 67 ปี หลังจากต่อสู้กับมะเร็งเต้านมมาระยะหนึ่ง ทิ้งผลงานภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง รวมทั้งลูกสาว 2 คน ที่เดินตามรอย อย่าง เปีย ลินด์สตรอม ที่เป็นทั้งพิธีกรและนักแสดง ขณะที่ อิซาเบลล่า รอสเซลีนี ลูกสาวที่เกิดกับผู้กำกับอิตาเลียน ก็สร้างชื่อได้โดดเด่นในแวดวงฮอลลีวู้ดเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท