
ขอรับกรรมฐาน...เข้าพรรษาปี’๕๓ (ตอน ๙)
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
ในห้วงเวลาจำศีลเข้าพรรษา ๓ เดือน ญาติโยมมีความประสงค์ปฏิบัติธรรมอบรมจิต เพื่อสร้างปัญญาธรรมให้เกิด จะได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
จึงใคร่ขอกรรมฐานหรือข้อธรรมะเพื่อเป็นอนุสติในกาลเข้าพรรษา ขอพระคุณเจ้าได้พิจารณามอบกรรมฐานผ่านทาง “โพสต์ทูเดย์” เพื่อญาติโยมผู้ไม่ค่อยมีเวลาไปวัดฟังธรรม ด้วยกิจธุระทางโลกมากจะได้ศึกษาปฏิบัติเป็นส่วนตนที่บ้านได้ ขอแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติได้ผลตรงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหวังว่าพระคุณเจ้าคงจะช่วยอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายได้อย่างแน่นอน
กราบเรียนมาด้วยความเคารพ
“ผู้มีภาระทางโลก แต่ไม่ทิ้งธรรม”
วิสัชนา : ที่เป็นเช่นนี้เพราะจิตมีพลังสามารถส่งได้ ผู้รู้ท่านส่งจิตถึงกันได้เหมือนกับระบบไฟฟ้า แต่จิตมีกำลังเหนือกว่าและเร็วกว่า หากใช้และฝึกฝนอย่างถูกต้อง เช่น ขณะที่เราเดินๆ อยู่ เกิดคิดถึงคนคนหนึ่ง เมื่อไปถามคนคนนั้น เขาก็คิดถึงเราอยู่เช่นกัน
ขั้นที่ ๔ เราแผ่เมตตาไปยังบุคคลที่เราไม่รัก ไม่เกลียด เพื่อนฝูง ญาติมิตร ที่เรามีความรู้สึกกลางๆ นึกถึงเพื่อนร่วมทาง คนที่เกี่ยวข้องในที่ต่างๆ นึกถึงคนเหล่านั้นว่า “เอสะ สัปปุริโส สุขิตา โหตุ, อะเวโร โหตุ, อัพยาปัชโฌ โหตุ, อะนีโฆ โหตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ”
เราแผ่ความรู้สึกไปให้เขาเหล่านั้นให้ถึงซึ่งความสุข ปราศจากทุกข์ภัย ด้วยการดึงลมที่ทรวงอก แผ่ไปนึกถึงหน้า หรือชื่อของเขา ตามที่เรานึกและกำหนดจิตของเราเป็นจังหวะๆ ตามกำลัง โดยแผ่ออกไปยังทิศทางที่เราต้องการ บุคคลตามที่เรากำหนดไว้ในจิต ทำให้ได้จะเกิดประโยชน์มาก แม้ศัตรูจะกลับมาเป็นมิตรได้ แม้สัตว์เดรัจฉานจะคลายจากความดุร้ายด้วยเมตตาธรรม ท่านจึงว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก แต่ที่เราทำไม่ได้ สัตว์ยังวิ่งไล่กัด เพราะเราเมตตาไม่จริง พลังเมตตาจึงยังไม่มาคุ้มครองเรา
ถ้าเราไม่เคยเจริญเมตตาจะไม่รู้จักอานิสงส์ของเมตตา ตรงนี้เป็นวิชชาเมตตาภาวนา หนึ่งในพรหมวิหาร ๔ มีอานิสงส์มาก ยกจิตเข้าสู่ความเป็นไปขององค์รูปฌานในปฐมฌาน และเข้าไปสู่อำนาจแห่งสมาธิที่ลุ่มลึก เข้าสู่ความเป็นองค์รูปฌานตามลำดับ เพราะผู้ปฏิบัติในทางพรหมวิหาร เป็นวิชชาในสมถกัมมัฏฐานที่เป็นไปสู่รูปฌาน ๑ ๒ ๓ ๔ เป็นไปให้เกิดสมาธิที่แก่กล้าขึ้น
อำนาจเมตตาภาวนานี้มีอำนาจสูงมาก ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องได้สมบูรณ์มาก ที่พึงปรารถนาที่แน่นอน คือความสุขอย่างแท้จริง คือพระนิพพาน หรืออย่างต่ำสุด คือพรหมโลกตามกำลังที่เราสั่งสมในจิตของเรา เพราะเราทำความจริงในจิต ให้จิตยอมรับในการเมตตาตนและเมตตาสัตวโลกทั้งปวง
ณ บัดนี้ ให้เราแผ่เมตตาให้กว้างขวางไปยังบุคคลที่กลางๆ ที่เราไม่รักไม่เกลียด ใครก็แล้วแต่ที่เป็นกลางๆ ต่อไปรวมความรู้สึกไว้ที่ฐานจิตฐานที่ ๕ เหมือนเดิม ทำความรู้สึกเมตตาตนให้เกิดขึ้น ดิ่งอยู่กับความรู้สึกตรงนี้ตลอดเวลา อย่าถอยคลายออกมาจากความรู้สึกว่า “เราต้องการความพ้นไปจากความทุกข์เช่นเดียวกัน” โดยการขึงลมกลั้นไว้ ซึ่งอารมณ์แห่งธรรมตรงนี้ ควบคุมลมไว้ให้เป็นจังหวะ แล้วจึงค่อยๆ บังคับควบคุมไว้ให้อยู่ในความรู้สึกที่เป็นหนึ่งในอารมณ์ของเมตตา
ต่อไปขั้นที่ ๕ เราแผ่เมตตาให้กับบุคคลที่เกลียดชังต่อกันกับเรา เบียดเบียนต่อกัน และเราไม่ชอบเขา หรือเขาไม่ชอบเรา ล้วนแต่เป็นศัตรูต่อกันว่า “สัตวโลกทั้งปวงล้วนแล้วต้องการความพ้นทุกข์ เราก็ต้องการความพ้นทุกข์ เราก็ต้องการความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย บุคคลเหล่านี้ที่เบียดเบียนต่อกันก็ต้องการความพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน ขอให้เขาเหล่านั้นจงมีความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความเบียดเบียนต่อกัน ขอให้พ้นจากเวรภัย ให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป” ส่งความรู้สึกที่ดีของเราไปยังบุคคลเหล่านี้ ที่เรานึกหน้า นึกชื่อเขาได้ ทำความรู้สึกให้เที่ยงตรงต่อความเมตตาเขาให้ได้จริง ความเบียดเบียนต่อกัน ความพยาบาทต่อกัน ความเป็นศัตรูต่อกันจะคลายออกไป ถ้าเรามีกำลังจิตสูงๆ นี่ ความเบียดเบียน ความพยาบาท ความเศร้าหมองต่อกันจะพ้นกันไปได้ แม้สัตว์เดรัจฉานตามป่าตามเขา พอสัมผัสเมตตาแห่งพระผู้ประพฤติธรรม ย่อมคลายจากความดุร้ายมาเป็นมิตรที่ดีได้ จึงไม่ต้องกลัวว่ามนุษย์ทั้งหลายจะไม่สามารถปรับจิตคนเหล่านี้ให้เป็นคนดีได้







