
กับบุคคลที่โลกได้จารึก
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องราวชีวิตของคนที่มีอยู่จริง ยิ่งเป็นเรื่องราวของคนที่มีชื่อเสียง
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องราวชีวิตของคนที่มีอยู่จริง ยิ่งเป็นเรื่องราวของคนที่มีชื่อเสียง หรือเคยสร้างประวัติศาสตร์ให้โลกต้องจารึก ยิ่งมีความน่าสนใจ ทำให้ผมอยากดู อยากรู้ว่ากว่าที่เขาคนนั้นจะมีชื่อเสียง หรือโลกต้องจารึก เขาผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรบ้าง
เจสซี่ โอเวนส์ นักวิ่งผิวดำชาวสหรัฐ เจ้าของสี่เหรียญทองโอลิมปิกปี 1936 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี รวมทั้งเป็นเจ้าของสถิติโลก คือเจ้าของต้นเรื่องในภาพยนตร์ Race ที่ผมเพิ่งไปดูมาแล้วครับ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของเจสซี่ โอเวนส์ (สเตฟาน เจมส์) นักวิ่งผิวดำที่เกิดมาเพื่อวิ่ง มีชีวิตอยู่เพื่อวิ่ง วิ่งจนสุดฝีเท้า จนได้สร้างประวัติศาสตร์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่อย่างที่บอก ชีวิตของชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับการเหยียดสีผิวและอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งมีผลต่อชีวิตของเขาอยู่มิใช่น้อย แต่โชคดีที่เขามีโค้ชดีอย่าง แลร์รี่ (เจสัน ซูเดคิส) ที่คอยอยู่เคียงข้างเขา เชื่อมั่นในตัวเขา คอยจุดไฟในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา จนสามารถคว้าชัยชนะมาได้ในท้ายที่สุด
แน่นอนว่า ฉากที่จะลืมพูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือฉากโอลิมปิก ซึ่งเป็นฉากที่สำคัญที่สุดของเรื่อง โดยฉากนี้ได้ถ่ายทำในเบอร์ลินจริงๆ รวมทั้งโอลิมปิกสเตเดี้ยม สนามที่ เจสซี่ โอเวนส์ ได้ชนะเลิศในการแข่งขันก็เป็นของจริง โดยสนามนี้สร้างขึ้นมาเพื่อกีฬาโอลิมปิกในปี 1936 โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีถนนโอเวนส์ที่เป็นทางเดินสู่สนามแข่งขัน ก็ใช้ในการถ่ายทำอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่หอพักนักกีฬาในเบอร์ลินที่โอเวนส์พักอาศัยในระหว่างแข่งขันไม่ได้เปิดให้ถ่ายทำ เนื่องจากได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เชิดชูผลงานของเขาไปเสียแล้ว
นอกจากนี้ เท่าที่ผมรู้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้เวลาถ่ายทำอยู่ในเบอร์ลินยาวนานถึงสี่สัปดาห์ สตีเฟน ฮอปกินส์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวไว้ว่า นี่เป็นของแท้ที่เราไม่มีทางจะสร้างขึ้นมาเป็นฉากได้เลย เช่นเดียว กับสเตฟาน เจมส์ นักแสดงหนุ่มที่รับบทเจสซี่ โอเวนส์ ที่เขาได้เผยความในใจไว้ว่า ในครั้งแรกที่เขาเดินออกจากอุโมงค์นักกีฬาของโอลิมปิกสเตเดี้ยม เขานั้นได้แต่อึ้งไปเลย “การได้ยืนอยู่จุดเดียวกับที่เจสซี่เคยยืน ทำให้ผมรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ช่วงเวลานั้นมีแต่เขา ผมพูดไม่ออกเลยจริงๆ ขนลุกไปทั้งตัว เพียงแค่คิดว่าเขาต้องแข่งขันที่นั่นท่ามกลางสายตาคนนับแสน ผมรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้น ความกลัวที่เขาต้องเผชิญเมื่อปี 1936 จริงๆ ครับ”
ในส่วนที่ผมไม่ค่อยชอบ จนส่งผลให้ผมไม่ค่อยรู้สึกขั้นสุด หรือเปี่ยมสุขไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อดูจนจบ ผมรู้สึกว่าบทไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แทนที่บทจะส่งให้เส้นเรื่องหลัก เส้นเรื่องสำคัญ หรือเรื่องราวที่ควรขยี้หรือนำเสนอให้ไปจนสุดทาง กลับต้องมีเรื่องบางเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ (เพราะมันไม่ได้ส่งผลให้เส้นเรื่องหลักหรือเส้นเรื่องสำคัญมันเด่นชัดขึ้นมา) มาทำให้เรื่องราวมันเป๋ไปเป๋มา พอมาถึงฉากสำคัญของเรื่อง กลับไปเร็วมาเร็ว จนทำให้จุดที่ส่งให้คนดูรู้สึกขั้นสุดหรือเปี่ยมสุข เบาโหวงไปในพริบตา (การตัดต่อก็ไม่ค่อยเนียนสักเท่าไหร่)
เอาเป็นว่า ฉากสวย มู้ดและโทนของเรื่องดีงาม แค่นี้ก็คุ้มที่จะไปดูในโรงภาพยนตร์แล้ว







