posttoday
Coffee, Fancy and Classical กาแฟ ความหรูหรา และความคลาสสิก

Coffee, Fancy and Classical กาแฟ ความหรูหรา และความคลาสสิก

29 เมษายน 2559

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าผมเกิดเปลี่ยนคำว่า “กาแฟ” ที่จั่วหัวมาเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่น เช่นว่า ไวน์ หรือคอนญัก

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าผมเกิดเปลี่ยนคำว่า “กาแฟ” ที่จั่วหัวมาเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่น เช่นว่า ไวน์ หรือคอนญัก ทุกคนก็คงผงกหัวหงึกหงักเห็นด้วยว่า คำว่า “หรูหรา” และ “คลาสสิก” มันก็น่าจะเหมาะสมกับท้องเรื่องดี แต่พอเป็น “กาแฟ” แล้ว มันไปเกี่ยวอย่างไรกับเรื่องหรูหราและความคลาสสิกได้อย่างไร ยิ่งเมื่อคิดถึงว่ากาแฟในปัจจุบันดูเป็นเครื่องดื่มสามัญที่ใครๆ ก็สามารถหาดื่มได้ด้วยแล้วมันก็ยิ่งจะดูห่างไกล

แต่หากไปค้นๆ ดูในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าธุรกิจกาแฟนั้นไม่ได้แตกต่างจากธุรกิจไวน์เช่นกัน มันมีหลายเกรด หลายสายพันธุ์ กาแฟก็ไม่แตกต่างกันครับ และเหล่าพ่อค้าวาณิชก็ทราบดีถึงการสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าเหล่านี้ เพื่อขายของในมุมที่แตกต่างกันออกไป และกาแฟก็ถูกจัดเกรดตั้งแต่การเริ่มขายแล้วว่า กาแฟคือของแพง

ในยุโรปย้อนไปในศตวรรษที่ 17 จนมากระทั่งสงครามโลกทั้งสองครั้ง ถือว่ากาแฟนั้นไม่ใช่สินค้าที่หาได้โดยทั่วไปในยุโรป แต่เป็นของหายากที่ต้องมีเงินมีทองเท่านั้นถึงจะหาซื้อจับจ่ายมาดื่มได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่ถือว่าสามารถเข้าหาร้านกาแฟ หรือ Coffee House ได้ประจำก็ไม่ใช่คนชนชั้นแรงงานเสียทีเดียวนัก ชนชั้นกลางค่อนไปจนถึงชนชั้นสูงนั่นแหละครับ ถึงจะสามารถเข้าถึงรสชาติของกาแฟได้จริงๆ

ในหนังสือ “Coffee : The Epic of a commodity” โดย H.E. Jacob มีการพูดถึงกาแฟกับความหรูหราว่าถูกทำให้เกิดขึ้นโดยคนสองกลุ่มก็คือ พ่อค้ากับกษัตริย์

กษัตริย์ที่ทรงอิทธิพลในยุคสมัยประมาณศตวรรษที่ 17 และต่อเนื่องมาถึงต้นศตวรรษที่ 18 ก็คือ ราชวงศ์ฝรั่งเศสและราชวงศ์แห่งแคว้นไรน์ หรือประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน คุณอาจสงสัยว่าทำไมเยอรมนีถึงมีบทบาทในการเป็นผู้ที่ทำให้กาแฟดังขึ้นมา จริงๆ แล้วเป็นที่รู้กันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่าในช่วงเวลานั้น แคว้นไรน์ถือเป็นศูนย์กลางของวิทยาการหลายๆ อย่าง ทั้งการศึกษา การค้า ธุรกิจ สิ่งก่อสร้าง งานวิศวกรรม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่าง Leipzig ของมณฑลใหญ่อย่าง Saxony นั้น ถือว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ทว่าแต่สิ่งที่เยอรมนีไม่มีก็คือประเทศอาณานิคมและแฟชั่น เรียกว่าเยอรมนีมีเงินแต่ขาดสีสัน ฉะนั้น สินค้าใดๆ ก็ตามที่เป็นสินค้าที่มาจากฝรั่งเศส เยอรมนีเป็นหนึ่งในลูกค้าชั้นดีเลยทีเดียว

กาแฟก็เช่นกันครับ กาแฟเข้ามาในเยอรมนีในฐานะของสินค้าจากฝรั่งเศส แน่นอนมันย่อมมาถึงเหล่าชนชั้นสูงเป็นที่แรก และสิ่งที่เชื่อมให้ของใช้ของชนชั้นสูงให้ลงมาเจอกับสามัญชนก็คือ “มหาวิทยาลัย” และ Leipzig เองก็เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้ถือว่าเก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่ยังเปิดการเรียนการสอนอยู่ (อันดับหนึ่งอยู่ที่เมืองโบลองญ่าในอิตาลี) การศึกษาที่นี่เองที่ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น และเป็นตัวขยายวัฒนธรรมการดื่มกาแฟออกไปยังประชาชนในท้ายที่สุด กระแสของการดื่มกาแฟจึงเริ่มแพร่ไปทั่ว

ในช่วงยุค 1690 แคว้นใหญ่ๆ อย่าง Leipzig ศูนย์กลางของพวกแซกซอนแห่งนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีคนติดกาแฟกันงอมแงมไปแล้วละครับ ไม่นานนักหลังจากนั้นอีกราว 50 ปี ที่นี่เองเริ่มมีจำนวนผู้หญิงชนชั้นกลางที่ดื่มกาแฟนั้นมีมากขึ้นมาก ผลก็มาจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยนั่นแล ซึ่งก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ แม้ว่ากาแฟ ณ ตอนนั้นยังถูกมองว่าเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก (อารมณ์เหมือนเราไม่ชอบคนสูบบุหรี่แบบนั้น) แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะนักศึกษาที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้นปัญญาชนใหม่ของสังคมด้วยแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และทำให้ตัวเองดูเป็นพวกแหกคอกจากสังคมนิดๆ (ฟังดูก็คล้ายๆ สมัยนี้)

ความนิยมของการดื่มกาแฟของสาวๆ ในสมัยนั้นพิสูจน์ได้จากการเกิด Coffee House ขึ้นมากมายในเมือง โดยเฉพาะรอบๆ มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับความต้องการของคนหนุ่มสาว หนึ่งในที่ที่คนนิยมไปกันมากก็คือ Zimmermann’s Coffee House สิ่งที่ดึงดูดให้คนไปที่นั่นก็คือ บทเพลงอันแสนไพเราะของนักประพันธ์เพลงและผู้ควบคุมวง นั่นคือ ฮานส์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ซึ่งที่นี่ถือเป็นที่แรกที่เขาได้เริ่มต้นอาชีพนักดนตรีอย่างจริงจัง และที่นี่เองก็เป็นที่บ่มเพาะนิสัยการติดกาแฟอย่างงอมแงมของเขา

บาคควบคุมวงดนตรีและการแสดงโอเปร่าอยู่ที่นี่อย่างยาวนานและได้แต่งเพลงโอเปร่า Coffee Cantata ที่มีเนื้อหาล้อเลียนบรรดาสาวๆ ที่เข้ามาดื่มกาแฟในร้าน (อีกชื่อหนึ่งของเพลงนี้ก็คือ “Schweigt stille, plaudert nicht” ซึ่งแปลได้ว่าหมายถึง “หยุดพูดแล้วอยู่เงียบสักครู่ได้ไหม” เป็นการแสดงโอเปร่าอีกแขนงหนึ่งที่เรื่องมักจบลงด้วยความสุข มีเนื้อหาในแง่บวกและสนุกสาน เรียกกันว่า “Comic Opera”) ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความนิยมของกาแฟ ยิ่งเมื่อชื่อเสียงของบาคนั้นโด่งดังออกไปมากเท่าไร ความนิยมเรื่องของการดื่มกาแฟและการนำเอาเพลง Coffee Cantata เอาไปร้องต่อๆ กัน ก็ยิ่งทำให้กาแฟมีภาพลักษณ์ที่ดูซับซ้อนและน่าสนใจมากขึ้นตามไปด้วย ก่อนสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 ในยุโรปกาแฟจึงเริ่มถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่ดูน่าสนใจ ทั้งหรูหราแต่เข้าถึงได้ ทั้งบ่งบอกรสนิยม และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมแบบหนึ่ง

ฉะนั้น ก็อย่าแปลกใจ หากว่าความหมายของกาแฟทุกวันนี้ ในมุมหนึ่งมันยังหลงเหลือกลิ่นแบบนั้น ลอยอบอวลอยู่ในแก้วกาแฟในทุกเช้าของคุณชนแก้ว!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท