
ถ้ายังไม่สายจนเกินไป
เมื่อประมาณเดือนก่อนผมเจอภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งชื่อ Racing Extinction เข้าโดยบังเอิญ
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ สารคดี Racing Extinction
เมื่อประมาณเดือนก่อนผมเจอภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งชื่อ Racing Extinction เข้าโดยบังเอิญ ภาพตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ทำให้ผมต้องรีบเด้งตัวขึ้นมานั่งมองให้ชัดๆ ด้วยสองตา ภาพของดาดฟ้าของอาคารในชุมชนหนึ่งบนเกาะฮ่องกง มีครีบของปลาฉลามถูกวางเรียงตากแดดเป็นสีดำพรืดเต็มบริเวณพื้นที่ ตอนแรกนึกว่าตาฝาดเพราะจำนวนของครีบนั้นเยอะมากจนไม่สามารถมองเห็นพื้นดาดฟ้าตึกได้ มันอัดแน่นเรียงแผ่กระจายเพื่อรอให้แห้งก่อนนำไปจำหน่ายเป็นอาหารเหลา สินค้ามูลค่าสูงที่รู้จักกันทั่วไปว่า “หูฉลาม”
สมัยเด็กจำได้อย่างดีเลยว่าทุกครั้งที่มีสาเหตุของการกินเลี้ยงเฉลิมฉลอง เตี่ยจะพาครอบครัวไปภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ติ่มซำหลากหลายเข่งถูกสั่งมาแบ่งกันกินอย่างอิ่มหมีพีมัน ขาดไม่ได้ทุกครั้งเลยคือ “ซุปหูฉลามน้ำแดง” ที่ถูกเสิร์ฟมาในถ้วยแก้วขอบทองสุดหรูหรา เตี่ยบอกผมว่า “นี้คือสุดยอดของอาหาร สมัยก่อนมีแต่คนในราชวงศ์เท่านั้นที่มีโอกาสได้ลิ้มลอง เราโชคดีมากรู้ไหม” ผมมองหน้าเตี่ยแล้วถามว่า “ฉลามมีหูด้วยเหรอครับ” เตี่ยหัวเราะแล้วพูดว่า “หูก็คือครีบมันนั้นแหละ” ผมถามต่อ “แล้วถ้าชาวประมงตัดครีบฉลามออก ฉลามจะว่ายน้ำกันยังไงล่ะครับ” เตี่ยเงียบไปพักใหญ่ ไม่รู้ว่าซุปมันร้อนเกินไปหรือคำถามใสซื่อของเด็กเล็กๆ นั้นพุ่งตรงเข้าบริเวณลิ้นปี่จนจุกพูดไม่ออก สุดท้ายเตี่ยก็บอกว่า “เอาเถอะ มันตายไปแล้ว ถ้าเราไม่กินคนอื่นก็ต้องกินอยู่ดี” แม้บางอย่างในตัวผมตอนนั้นไม่เห็นด้วยกับการฆ่าฉลามเพียงเพื่อเอาครีบ แต่เหตุผลของเตี่ยในเวลานั้น (แม้จะผิด) ฝังอยู่ในหัวของเด็กคนนั้นและถูกใช้อ้างในการทำสิ่งผิดๆ เรื่อยมา
จนเมื่อผมมีโอกาสได้รู้จักกับพ่อของเพื่อนชาวอเมริกันที่ซีแอตเทิลคนหนึ่ง เขามีอาชีพเป็นหมอและรักธรรมชาติเป็นอย่างมาก วันหนึ่งมีโอกาสไปเดินเขาด้วยกันในช่วงฤดูร้อน เดินไปคุยไปจนประเด็นไปหยุดที่เรื่องความแตกต่างของอาหารการกิน ผมบอกพวกเขาว่าผมคิดถึงอาหารจีนที่เมืองไทยเพราะมันถูกปากมากกว่า พวกเขาก็ถามต่อไปว่าคิดถึงอาหารจานไหนเป็นพิเศษ ผมตอบไปอย่างรวดเร็ว “Shark Fin Soup” หรือซุปหูฉลามนั้นแหละ พวกเขาสองคนถึงกับอึ้งค้างหยุดเดินแล้วหันมามองหน้าผมด้วยความตกใจ พร้อมเอ่ยถามว่า “Are you serious?” (พูดจริงเหรอ) งงสิครับ อะไรอยู่ๆ ทำหน้าตาตึงเครียดขึ้นมา จ้องหน้าผมอย่างกับว่าผมกำลังทำความผิดอะไรอยู่อย่างนั้น ผมถามกลับไปว่า “What’s wrong?” (มีอะไรผิด (ปกติ) เหรอ) ทั้งคู่พูดมาพร้อมกันเลยว่า “You Are!!!” (คุณนั้นแหละ!!!) หลังจากนั้นเขาเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกจนพวกเรากลับมาถึงบ้านของเพื่อนผมคนนั้น พ่อของเขาเรียกผมให้ตามเข้าไปในออฟฟิศ เขามีบางอย่างอยากให้ผมดูก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน สิ่งที่ผมเห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์คือคลิปวิดีโอสั้นๆ เพียงไม่กี่สิบวินาที มันเศร้าสลด หดหู่สิ้นหวัง มันแสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยม ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ไร้ยางอาย ความสกปรกของจิตใจ กอบโกยจากธรรมชาติอย่างไร้สติ ภาพนั้นเปลี่ยนความคิดทุกอย่างของผมไปอย่างสิ้นเชิง
ปลาฉลามพยาบาลสีน้ำตาล (Tawny Nurse Shark) ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง กำลังล่องลอยปลิวไปมากับคลื่นใต้ท้องทะเล กล้องค่อยๆ ซูมเข้าไปจนเริ่มเห็นชัดว่าฉลามตัวนั้นไม่ได้กำลังว่ายน้ำอย่างสบายใจแต่อย่างใด แต่ร่างของมันถูกพัดไหลตามแรงคลื่นไปมาแล้วค่อยๆ ร่วงจมลงไปจนติดอยู่บนปะการังใต้ท้องทะเล กล้องซูมชัดเข้าไปใกล้จนเห็นช่องเหงือกที่ขยับปิดเปิดพยายามหายใจ ครีบของมันถูกตัดออกไปจนหมด ร่างมีชีวิตที่เปลือยเปล่านอนพะงาบอ่อนแรงรอความตายด้วยความหิวโหยสุดแสนทรมาน หัวใจของผมแตกสลายอ่อนระทวย คิดกลับกันถ้าเกิดผมเป็นฉลามตัวนั้น ถูกตัดแข้งตัดขาทั้งเป็นเพื่อเอาไปเป็นอาหารแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้อดอาหารตายอย่างช้าๆ มันช่างอำมหิตโหดร้ายเกินไป สิ่งมีชีวิตไม่ว่าชนิดไหนไม่ควรถูกทารุณกรรมกระทำต่ำช้าเยี่ยงนั้น แต่นี้คือความจริงของโลกใบนี้ มันเกิดขึ้นและเรากำลังเพิกเฉยทำตาบอดพยายามไม่รับรู้ ผมเลือกที่จะเลิกกินหูฉลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง สารคดี Racing Extinction จบลง หายใจไม่ค่อยสะดวก รู้สึกคลื่นไส้กับข้อมูลที่เพิ่งรับรู้ไป เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูของประเทศจีนเร่งกระตุ้นให้ปริมาณของฉลามลดลงถึง 90% ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ในวันหนึ่งพวกเขาถูกล่าเพื่อเอาครีบประมาณ 2.5 แสนตัว ตัวเลขน่าสะพรึงกลัว บรรพบุรุษของฉลามที่เป็นนักล่าแห่งมหาสมุทรอยู่บนโลกใบนี้มานานกว่าไดโนเสาร์ ผ่านการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตในประวัติศาสตร์โลกมาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ขณะนี้ด้วยน้ำมือของมนุษย์สิ่งมีชีวิตที่สวยงามชนิดนี้กำลังจะกลายเป็นแค่หน้าหนึ่งในหนังสือประวัติศาสตร์เท่านั้น ภาพของครีบปลาฉลามหลายหมื่นชิ้นบนอาคารแห่งหนึ่งในสารคดียังคงหลอกหลอนผมตั้งแต่วันนั้น จำนวนที่ลดลงอย่างรวดเร็วของฉลามเป็นภาพที่ชัดเจนว่ามนุษย์นั้นกำลังทำลายระบบของโลกที่ใช้เวลาหลายหมื่นล้านปีในการสร้างให้มลายลงในเวลาไม่กี่ร้อยปี
ฉลามไม่ได้เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่ถูกคุกคามโดยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ สัตว์อีกหลายร้อยหลายพันชนิดกำลังอยู่ในความเสี่ยงเดียวกันนี้ อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นทุกปี ระบบนิเวศป่าไม้ที่ถูกทำลายเพราะการขยายตัวของเมือง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงทั่วโลก ฤดูกาลที่แปรปรวน สิ่งเหล่านี้เป็นลางบอกเหตุสำคัญว่าบ้านของเราที่เรียกว่าโลกนั้นกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต ถ้าคนคนเดียวอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าร้อยคนพันคนหมื่นแสนล้านเลือกที่จะเลิกกิน เลิกส่งเสริม ผู้ล่าเอยหรือพ่อค้าเองสุดท้ายก็ต้องเลิกฆ่างดจำหน่ายเพราะไม่มีเม็ดเงินรอซื้อที่ปลายทาง มีการคาดคะเนว่าถ้าทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปอย่างเช่นทุกวันนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉลามมีโอกาสสูญพันธุ์ไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สัตว์อีกหลายหมื่นชนิดก็มีชะตาชีวิตที่ไม่ต่างกัน
หลังจากนี้อีก 50 ปี ดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเราจะเข้าสู่สภาวะเลวร้ายจนกู่ไม่กลับ สุดท้ายสิ่งมีชีวิตที่จะสูญพันธุ์ด้วยน้ำมือมนุษย์ก็คือตัวมนุษย์เอง ถ้ายังไม่สายจนเกินไป เรามาแก้ไขความผิดพลาดด้วยมือของเราเอง อย่างน้อยถ้าฉลามตัวต่อไปต้องจบชีวิตลง จะมากไปไหมถ้าขอให้เขาได้แก่ตายไปพร้อมครีบที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์ เพราะถ้าเป็นเราก็คงไม่อยากนอนตายในโลงโดยแขนขาถูกเอาไปต้มในซุปน้ำแดง ไม่ว่าถ้วยแก้วที่ใส่จะหรูหราเพียงใดก็ตาม
เกี่ยวกับผู้เขียน
ชื่อ : โสภณ ศุภมั่งมี
ผลงานหนังสือ : คิดสุดปลายเท้า Swiss Surreal : สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น และ คิวชู l ภูเขา l เงาจันทร์
Blog : www.analogdiary.com Fb/Twitter/Ig : sopons







