
กว่าครึ่งของมรดกโลกทางธรรมชาติถูกทำลาย
โดย...มิยาโตะ
โดย...มิยาโตะ
กองทุนสัตว์ป่าโลก หรือ WWF รายงานว่า ผู้คน 11 ล้านคน และมรดกโลกทางธรรมชาติ (World Heritage Sites) กว่าครึ่งหนึ่งทั่วโลก กำลังถูกทำลายจากอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การทำเหมือง และการทำอุตสาหกรรมป่าไม้ (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย) ฯลฯ
อุตสาหกรรมที่กล่าวมา ไม่เพียงทำลายความงามของทัศนียภาพของมรดกโลกทางธรรมชาติเท่านั้น หากยังเรียกได้ว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศ และอาณาจักรของสัตว์ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวทั้งระบบ โดย WWF ได้ออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้นำประเทศทั้งหลาย ที่มรดกโลกทางธรรมชาติเหล่านั้นตั้งอยู่ ให้ออกมามีมาตรการที่เด็ดขาดในเรื่องการรุกล้ำพื้นที่ดังกล่าว
รายงานของ WWF แสดงให้เห็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ 114 แห่งจาก 229 แห่ง ที่ตกเป็นเป้าหมายของอุตสาหกรรมที่กล่าวมา ทั้งเป็นศูนย์กลางและได้รับผลกระทบบางส่วน ซึ่งไม่เพียงแต่จะกระทบโดยตรงต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งระบบเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบทันทีต่อมนุษย์รายรอบกว่า 11 ล้านคน ที่อาศัยพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติเหล่านั้นเป็นแหล่งอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
"มรดกโลกทางธรรมชาติ คิดเป็นพื้นที่เพียง 0.5% ของพื้นผิวโลกนี้เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีความเป็นเอกลักษณ์ ต้องบอกว่า ทุกวันนี้รอยแยกเพียงนิดหน่อยก็อาจจะก่อผลกระทบไปได้ทั้งโลกแล้วนะ" ดาวิด นุสส์โบม ซีอีโอของ WWF ประเทศอังกฤษ บอกอีกว่า พื้นที่มรดกโลกส่วนใหญ่แน่นอนว่า ด้วยเอกลักษณ์และความสวยงามของแต่ละแห่ง ทำให้กลายเป็นสถานที่ ท่องเที่ยว อันเป็นแหล่งรายได้ของคนนับล้านๆ เช่นเดียวกับการเป็นอาณาจักรของสัตว์ชนิดต่างๆ มากมาย "เราจึงต้องช่วยกันปกป้องพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นเอาไว้ อย่างน้อยก็เพื่อพวกเราทั้งหลายเอง"
ในรายงานของ WWF ยกตัวอย่างมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งสำคัญ อย่างแนวประการังอนุรักษ์ในประเทศเบลิซ (The Belize Barrier Reef Reserve) ที่ถูกคุกคามอย่างหนักจากการก่อสร้างบริเวณชายฝั่ง รวมทั้งแนวป่าโกงกางที่หายไป นอกจากนี้การขุดเจาะเพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำมันก็มีส่วนในการทำลายแนวปะการังที่เป็นมรดกโลก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทำให้อนาคตของชาวเบลิซตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงอีกต่อไป







