
ใช้ม.44แก้แจสทิ้ง4จี... ช่วยชาติเกือบ8หมื่นล้าน
ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผู้เขียนเคยเขียนบทวิเคราะห์ เรื่อง “หนุน ‘บิ๊กตู่’ ใช้ ม.44 แก้ปม ‘แจส’ แบบม้วนเดียวจบ” ลงใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ (ฉบับวันที่ 30 มี.ค. 2559) มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเขียนเน้นให้เห็นว่า เพื่อมิให้เกิดการเสียเวลาและโอกาสในการใช้ประโยชน์คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ที่ ‘แจส’ ทิ้ง พร้อมกับการป้องกันการเกิดปัญหาทางกฎหมาย ซึ่ง ‘ทรู’ ตั้งแง่รออยู่...จึง “หนุนให้ ‘บิ๊กตู่’ ใช้ ม.44 แก้ปัญหาแบบม้วนเดียวจบ”
และกำลังติดตามดูท่าทีของรัฐอย่างไม่กะพริบตา ครั้นได้เห็นข่าวพาดหัวในสื่อว่า...“นายกฯ ถก ‘วิษณุ’ ใช้ ม.44 ขายสิทธิ...‘เอไอเอส’ ยื่นขอซื้อ ‘4จี’ 7.5 หมื่นล้าน”... ยอมรับว่าเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับทุกฝ่าย เพราะผู้เขียนมีความเชื่อว่า การแก้ปัญหา 4จี ให้ทันการณ์ต้องรวดเร็ว ฉับไว อันจะก่อเกิดประโยชน์แก่รัฐ ประชาชน และกิจการโทรคมนาคมทั้งระบบ อันเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น รัฐบาลจำต้องเข้ามาแก้ไขด้วยกฎหมายพิเศษ (ม.44) จึงจะบังเกิดผลในที่สุด
ต้องปรบมือให้กับท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) “คนขยัน” ที่ออกมารับมุขในทันที โดยกล่าวว่า ทางบอร์ด กสทช.ได้อนุมัติร่างหลักเกณฑ์การประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz รอบใหม่ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ และเห็นชอบการตัดสิทธิเข้าประมูลของบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ ที่ทิ้งใบอนุญาตประมูล โดยการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลไว้ที่ 75,654 ล้านบาท พร้อมกับการตัดสิทธิกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในการเข้าประมูลใหม่ ด้วยเหตุผลว่า ทรูได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ไปแล้ว 1 ใบอนุญาต หากได้เพิ่มเติมอีกจะเป็นการผูกขาดตลาดได้
ต่อมา ปรากฏว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้ส่งหนังสือมายัง กสทช. ระบุว่า ยินดีจะจ่ายค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ในส่วนที่แจสฯ ชนะการประมูลที่ 75,654 ล้านบาท เพื่อขอรับใบอนุญาตไปใช้งานทันทีโดยไม่ต้องนำคลื่นความถี่มาจัดการประมูลใหม่ในวันที่ 24 มิ.ย. แต่ขอให้ กสทช.เร่งดำเนินกระบวนการจัดสรรใบอนุญาตให้เอไอเอสให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 14 เม.ย.นี้
เพื่อให้ทันการให้บริการได้ต่อเนื่องแก่ลูกค้า 2จี ที่ค้างการใช้งานหลังหมดสัญญาสัมปทานอยู่บนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เนื่องจากศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองการใช้งานลูกค้า 2จี ในกลุ่มดังกล่าวถึงวันที่ 14 เม.ย.นี้เท่านั้น กสทช.จึงได้เร่งทำบทวิเคราะห์ แง่มุมต่างๆ ทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อนำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้กฎหมายพิเศษ ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 สำหรับการเปิดทางให้มีการจัดสรรใบอนุญาตโดยไม่ต้องประมูลในครั้งนี้ หรือไม่
ผู้เขียนขอยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับผู้บริหารเอไอเอสคนใดคนหนึ่งแม้แต่คนเดียว แต่มองว่าข้อเสนอของเอไอเอสที่ขอซื้อสิทธิโดยไม่ต้องจัดการประมูลดังกล่าว เป็นราคาที่ กสทช.และรัฐรับได้ เพราะผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการในวงการโทรคมนาคมต่างให้ความเห็นว่า ราคาที่เหมาะสมและผู้ให้บริการสามารถรับได้ คือ ราคาอยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท...วินวินทุกฝ่าย
ทั้งนี้ ถ้าหาก “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ให้เป็นประโยชน์อย่างทันท่วงทีในการนี้ ก็จะทำให้คลื่นความถี่อันมีคุณค่ามหาศาลดังกล่าว ไม่เกิดการสูญเสียประโยชน์และโอกาส ตามที่ผู้เขียนเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยความจริงใจเสมอมา ซึ่งจะเห็นได้จากสัญเจตนาในบทความ (หนุน ‘บิ๊กตู่’ฯ) ครั้งที่แล้วดังกล่าว
จากมุมมองของ รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กสทช.ในฐานะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ให้ความเห็นในมุมมองทางเศรษฐกิจว่า “เมื่อแจสฯ ทิ้งคลื่น 900 Mhz แล้ว กสทช.ต้องนำคลื่นมาประมูลใหม่ โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 75,654 ล้านบาท” จะมีผู้เข้าร่วมประมูลกี่ราย ซึ่งจะประมูลในเดือน มิ.ย. ถ้ามีผู้ชนะการประมูลว่าจะออกใบอนุญาตได้อย่างเร็วก็เดือน ก.ค.หรือเดือน ส.ค.
แต่ถ้าไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลก็ต้องเก็บคลื่นไว้อีก 1 ปี ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ถือว่า “เป็นการเสียโอกาสอย่างมาก” ที่ไม่สามารถนำคลื่นมาใช้ประโยชน์ ดังนั้นตามที่เอไอเอสได้มีข้อเสนอขอใช้สิทธิในฐานะผู้ชนะอันดับ 2 จากการประมูลครั้งที่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ คสช.และรัฐบาลควรพิจารณา
ทั้งนี้ ผมคิดว่า กทค.และ กสทช.พร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายของ คสช.และรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล มีความจำเป็นต้องเอาคลื่นมาใช้ประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 900 Mhz ให้ผู้ชนะการประมูลอันดับ 2 ในราคาที่เหมาะสม จึงเป็นทางออกที่เกิดประโยชน์ ทั้งภาครัฐได้รับรายได้มาใช้จ่ายเพื่อพัฒนาประเทศ ประชาชนผู้บริโภคก็ได้ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ติดขัดและเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมอีกด้วย
จากที่ผมได้ติดตามข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชน ก็พบว่าทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกัน คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ให้ผู้ชนะลำดับ 2 หรือ 3 (AWN หรือ DTAC) โดยไม่ต้องประมูลใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า ส่วนมาตรการที่จะทำให้สำเร็จ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าต้องทำอย่างไร ผู้มีอำนาจเขาคงพิจารณาอยู่แล้วครับ”
นับเป็นสิ่งน่ายินดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้กล่าวถึงในเรื่องนี้ว่า ประเด็นไหนเห็นสมควรจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาก่อน มีหลายคนพิจารณาให้อยู่ ทั้ง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายและคณะกรรมการกฤษฎีกา บางอย่างก็ต้องถามทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย เพราะเป็นผู้ดูแลกฎหมาย ถ้าจำเป็น และไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็จะทำเพื่อประเทศ ไม่ใช่มีไว้ปราบปรามคนอย่างเดียว...ว่างั้น!
นายกฯ ได้เน้นว่า การนี้ต้องดูว่า ถ้าทำได้เร็วขึ้นจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศ และการปล่อยทิ้งช่วงไปอีกระยะหนึ่ง จะทำให้เกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็นมากน้อยเพียงใด? โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งด่วนดำเนินการในครั้งนี้ อย่าได้มองว่า เอื้อประโยชน์เพื่อใคร เนื่องเพราะมีคนประมูลเพียง 3-4 บริษัทเท่านั้น และในเมื่อบริษัทหนึ่งไม่สามารถรักษาสัญญาก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนคลื่นที่เหลืออยู่ไม่มีคนรับจะต้องมีวิธีอย่างไร ประมูลใหม่จะคุ้ม และได้ราคาหรือไม่? ข้อสำคัญผลประโยชน์จะตกแก่ประชาชนหรือเปล่า? ถ้าทำแล้วทำให้การสื่อสารดีขึ้น ราคายอมรับได้ และราคาของการใช้จ่ายด้านนี้ไม่สูงขึ้น ค่าบริการของประชาชนถูกลง ก็น่าจะมีเหตุผลในการพิจารณา ขอให้ไว้ใจ
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุและผล ตลอดจนบทวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสีย ชั่งน้ำหนักความหนักเบาแห่งกรณีด้วยประการทั้งปวงแล้ว เพื่อประโยชน์ของรัฐอันพึงมีพึงได้ ในอันที่จะได้รับเม็ดเงินมาพัฒนาประเทศและประชาชนได้ใช้ประโยชน์เร็วขึ้น
ผู้เขียนมองว่า การที่เอไอเอสมีความประสงค์ขอซื้อสิทธิคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ที่แจสฯ ทิ้ง โดย กสทช.ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดประมูลนั้น ถือได้ว่า วิกฤตการณ์อันน่ากังวลได้กลับกลายเป็นโอกาสอันดีสำหรับ กสทช.และรัฐบาล เพราะนอกจากทางการไม่ได้รับความเสียหายจากการทิ้งของแจสฯ แล้ว (เนื่องจากมีผู้รับช่วงในราคาที่สมเหตุสมผล) ยังทำให้ กสทช.ได้คู่ค่าหรือคู่สัญญา ที่มีศักยภาพทางธุรกิจและเงินทุนอันแข็งแกร่งยิ่งกว่าคู่สัญญาคนเก่าเสียอีก ซึ่งมีผลให้เกิดผลดีต่อกิจการโทรคมนาคมของประเทศและความมั่นใจในความสามารถของการชำระค่าใบอนุญาตจนครบถ้วนในอนาคต ทั้งไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดปัญหาขาดเงินทุนเช่นที่เกิดขึ้นกับแจสฯ อีกด้วย
ดังนั้น โดยส่วนตัวจึงมั่นใจว่า ที่สุดของที่สุดแล้ว “บิ๊กตู่” ผู้มุ่งมั่นต่อการขับเคลื่อนประเทศให้เจริญ คงไม่ละ Timing อันเหมาะสมนี้ ใช้มาตรการ เฉียบคม รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ เพื่อสร้างรายได้เข้ารัฐให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการตัดสินใจใช้ ม.44 แก้ปมปัญหา 4จี ให้สำเร็จลุล่วง ภายในเร็ววันนี้...
...จะทำให้แฮปปี้ทุกฝ่ายครับ!?







