
ผ้าห่มผืนสุดท้าย ไม่อยากให้รอบสุดท้าย
คํ่าคืนนี้แล้ว (3 เม.ย.) ที่ละครเวที ผ้าห่มผืนสุดท้าย จะทำการแสดงเป็นรอบสุดท้าย ก่อนปิดม่าน
โดย...นกขุนทอง
คํ่าคืนนี้แล้ว (3 เม.ย.) ที่ละครเวที ผ้าห่มผืนสุดท้าย จะทำการแสดงเป็นรอบสุดท้าย ก่อนปิดม่านเพื่อให้เรื่องอื่นได้ใช้โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ 10 วันที่ทำการแสดงผู้คนแน่นโรงละคร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแต่ละรอบนั้น มีประชาชนซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับวิชาชีพทหาร ไม่ว่าภรรยาลูกเมีย ผู้ใต้บังคับบัญชา หน่วยงานราชการ พลทหาร นักเรียนทหาร ฯลฯ มาดู ซึ่งความเข้าใจทั้งในบริบทอารมณ์ของตัวละครนั้นคงเข้าถึงได้ไม่ยาก เรียกว่าเปิดม่านปุ๊บ เสียงปืนดังถี่รัว เสียงระเบิดตูมตามก็ขนลุกเกรียว หากแต่ประชาชนผู้ที่ไม่ได้ใกล้ชิดทหาร บ้างต้องอาศัยอารมณ์ การดำเนินเรื่องให้ค่อยๆ คล้อยตาม ดึงเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ในโศกนาฏกรรมนั้น ทว่าบางคนก็พร้อมเข้าถึงเพราะเรื่องที่ผ้าห่มผืนสุดท้ายนำเสนอไม่ได้ไกลตัว ทหาร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตมีปรากฏเป็นข่าวแทบไม่เว้นวัน
ผ้าห่มผืนสุดท้าย เกิดขึ้นจากความร่วมมือของค่ายซีเนริโอ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยได้แรงบันดาลใจจากชีวิตทหาร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวดูเข้าใจได้ง่าย ไม่ได้ผูกปมให้ซับซ้อนอะไร แต่มันลึกในอารมณ์ของทุกตัวละครที่ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ ผ้าห่มผืนสุดท้าย นำเสนอเป็นละครพูดแนวดราม่า เรื่องราวชีวิต หน้าที่ และความเสียสละของทหารไทยและครอบครัว ซึ่งทุกคนเชื่อมโยงด้วยความรักหลากหลายรูปแบบ ทั้งความรักแบบสดใสของหนุ่มสาววัยเรียน ความรักความผูกพันของพี่กับน้อง ความรักอันลึกซึ้งของพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย และเหนืออื่นใดคือความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขามีต่อมาตุภูมิผืนแผ่นดินไทย
โอ อนุชิต อ้น สราวุธ อ้น กรกฎ ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ จูเนียร์ กรวิชญ์ ชาช่า ริต์ตา เหมี่ยว ปวันรัตน์ เอ๋ สมาร์ท และ ดิว-อริสรา คือผู้ถ่ายทอดเรื่องราว นักแสดงมีส่วนสำคัญมากที่ทำให้คนดูในโรงละครเชื่อว่าทหารกำลังทำอะไร มีทหารไว้ทำไม แล้วผ้าห่มผืนสุดท้ายของพวกเขานั้น มันยิ่งใหญ่ และทิ้งความหมายคุณค่าอะไรไว้ให้กับคนที่อยู่ไม่เพียงแค่ครอบครัว กำกับการแสดงโดย สันติ ต่อวิวรรธน์ เขียนบทโดย เกลือ-กิตติ เชี่ยววงศ์กุล
ละครเรื่องนี้ไม่ได้ดราม่าเรียกน้ำตาเท่านั้น แต่ยังเรียกเสียงฮาได้มากอยู่ ถ้าเทียบกันแล้วได้หัวเราะเยอะกว่าน้ำตาเล็ดเสียอีก ซึ่งผ่อนหนักผ่อนเบาให้อารมณ์ ดูเพลิน อิ่มเอมตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็นั้นล่ะ ยิ่งสุขมากหัวเราะมากเวลาที่ต้องสูญเสียก็น้ำตาไหลทะลักเลยเทียว
แต่น่าเสียดายที่ผ้าห่มผืนสุดท้ายถูกนำเสนอแค่ในรูปแบบละครเวที ทำการแสดงแค่ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ จะหวังให้มารีสเตท อีกครั้งที่เดิมก็ยากอยู่ เพราะมีเรื่องอื่นๆ จ่อคิวตลอดทั้งปีแล้ว คงจะดีถ้า กอ.รมน.นำไปจัดแสดงในภูมิภาคอื่นๆ ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ก็ยังดี หรือดัดแปลงเข้าสู่รูปแบบละครโทรทัศน์ หรือหนังเล็กฉายในทีวีดิจิทัล เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรถูกเผยแพร่ให้คนดูแค่จำกัด ซึ่งต้องยอมรับว่า ละครเวทียังเป็นแขนงที่คนดูเฉพาะกลุ่ม และกลุ่มเล็กกว่าหนัง ละครโทรทัศน์อยู่มากนัก
หากโครงการนี้จะถูกต่อยอดไปในรูปแบบอื่นๆ อีก เชื่อได้แน่ว่า หลายคนคงจะหมดความคลางแคลงว่า ประเทศไทยเรา “มีทหารไว้ทำไม”







