
รัฐราชการ
เมื่อวันก่อนมีโอกาสไปนั่งฟังงานสัมมนาประจำปีของทีดีอาร์ไอ ว่าด้วยการจัดการ “อำนาจรัฐ” ใหม่ น่าสนใจมากครับ
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
เมื่อวันก่อนมีโอกาสไปนั่งฟังงานสัมมนาประจำปีของทีดีอาร์ไอ ว่าด้วยการจัดการ “อำนาจรัฐ” ใหม่ น่าสนใจมากครับ
คุณบรรยง พงษ์พานิช หนึ่งในผู้บรรยาย พูดว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยกำลังเข้าใกล้ระบบ “โซเชียลลิสต์” หรือสังคมนิยมมากเข้าไปเรื่อยๆ และแทบจะเป็นประเทศเดียวในอาเซียน
เพราะงบประมาณแผ่นดินกินเข้าไปสู่ภาคเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่งบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มจาก 19% เป็น 23% ของจีดีพี (ขณะที่จีดีพีโตขึ้นไม่กี่เปอร์เซ็นต์) หรือกำลังคนภาครัฐ ซึ่งนับรวมถึงลูกจ้างเพิ่มขึ้น50% จาก 1.1 ล้านคน เป็น 2.2 ล้านคน และ “ค่าใช้จ่าย” ให้กำลังคนภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของงบประมาณแผ่นดินเป็นเลขกลมๆ รวมแล้วกว่า 1.1 ล้านบาท
แปลว่าแม้วิกฤตทางการเมืองจะเขม็งเกลียวมากน้อยเพียงใด หรือจะมี “ประชาธิปไตย” หรือไม่ ระบบราชการก็ยังเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่อง
อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอกครับ ถ้าระบบราชการพัฒนาเพื่อบริการประชาชน หรืออำนวยความสะดวกให้กับคนในชาติ อย่างที่ประเทศรัฐสวัสดิการเขาทำกัน
แต่ให้ตายเถอะ ผมยังนึกไม่ออกว่าระบบราชการเราได้พัฒนาอะไรบ้างในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะเวลาที่ติดต่อราชการหลายหน่วยงานเรายังต้องใช้เวลาค่อนวันเหมือนเดิมและยังต้องโดนปฏิบัติแบบ “ฟังคำสั่งโดยเคร่งครัด” เช่นเดิม
ในเวลาเดียวกันสิ่งที่รัฐมอบหมายให้หน่วยงานราชการ ทำหน้าที่ให้สวัสดิการกับประชาชนกลับไม่ได้เพิ่มเติม และหน่วยงานราชการก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะ “ปรับตัว” ให้ทันกับโลกสมัยใหม่มากขึ้น
หากประชาชนไปเรียกร้องให้ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือข้าราชการซี 3ปรับตัว แน่นอนว่าจะพบคำตอบเดิม 3 ข้อคือ 1.งบประมาณไม่มี 2.บุคลากรไม่พอ และ 3.อำนาจตามกฎหมายไม่ให้
ที่ผ่านมามีความพยายามจัดองคาพยพใหม่ เป็นต้นว่าให้อำนาจไปอยู่ใต้ท้องถิ่นและให้ประชาชนเป็นคนกำกับดูแล แทนที่จะให้รัฐมนตรี หรือ
ก.พ. ก.พ.ร. ดูแลเหมือนเดิม
ด้วยวิธีนี้ประชาชนจะเจอกับ “หมาชิวาวา” แทนที่จะเจอกับ “ร็อตไวเลอร์”อย่างในปัจจุบัน เมื่อหมาตัวเล็กกว่าก็ย่อมเชื่องกว่า คุมได้ง่ายกว่า
แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นครับ เพราะการถ่ายโอนอำนาจยังถูกโยงอีนุงตุงนังกับการเมืองระดับชาติด้วย เพราะผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือทหารต่างก็กลัวว่าจะไม่เหลืออำนาจ “สั่งการ” ใดๆในระดับพื้นที่
ขณะเดียวกัน หากปฏิรูปราชการแบบใช้ระบบประเมินเข้มข้นหรือใครห่วยให้ออก ก็ย่อมสร้าง “ความกลัว” ให้กับรัฐบาล เนื่องจากต้องกระทบกับฐานเสียง ขณะเดียวกันก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ที่ทำลาย “วัฒนธรรมราชการ” ซึ่งถูกเรียกเป็น “ข้าของแผ่นดิน” มาตลอด
ความยุ่งยากทั้งหมดนี้ ทำให้ปัจจุบันระบบราชการที่แม้จะเทอะทะขนาดไหนก็ยังอยู่ได้ ไม่ต้องทำให้ดีขึ้น
ไม่ว่าจะ “ปฏิรูป” ก่อนเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้ง หากไม่ทำอะไรและปล่อยให้ระบบราชการใหญ่โตต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยคงเข้าสู่รูปแบบ “รัฐราชการนิยม” จริงจัง และเป็นราชการนิยมแบบที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรแม้แต่น้อยเลยด้วย







