
หนึ่งพลัง ของเยาวชนรุ่นใหม่ กฤษภพ เฮมเกรน
เยาวชนหนุ่มลูกครึ่งไทยสวีเดน คริด-กฤษภพ เฮมเกรน ด้วยความโดดเด่นของบุคลิกภาพเหมือนนักการทูต
โดย...วราภรณ์ ภาพ... ภัทรชัย ปรีชาพานิช
เยาวชนหนุ่มลูกครึ่งไทยสวีเดน คริด-กฤษภพ เฮมเกรน ด้วยความโดดเด่นของบุคลิกภาพเหมือนนักการทูต ที่มีความนอบน้อมบวกกับความมั่นใจ ในปีนี้คริดได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าทีม Volunteer จากการคัดเลือกเยาวชนกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ ให้ดูแลเยาวชนตัวแทนจาก 190 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุม “One Young World Summit 2015” ซึ่งในงานนี้คริดได้รับการคัดเลือกเป็นหัวหน้ากลุ่มอาสาสมัครจำนวน 20 คน ซึ่งมีทั้งต่างชาติและเด็กไทยคนอื่นๆ แต่ละทีมจะแบ่งทีมดูแลผู้ร่วมประชุมในหน้าที่ต่างๆ กันไป
ทีมของคริดได้รับหน้าที่ให้ดูแลกลุ่ม VIP และเรื่องของโรงแรมทั้งหมด โดยคริดต้องบริหารจัดสรรงานให้กับลูกน้องในทีมจำนวน 50 คน และดูแลผู้ร่วมประชุมที่มาจากทั่วทุกมุมโลกและมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม จำนวนประมาณ 600 คน จากทั้งหมด 3,000 คน
จากการทำงานอย่างทุ่มเทและมีภาวะผู้นำ ทำให้ทีมเจ้าภาพจัดงานได้เล็งเห็นถึงความสามารถ จึงเอ่ยปากเชิญให้คริดเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม “One Young World Summit 2016” ที่จะจัดขึ้นที่แคนาดาในฐานะตัวแทนเยาวชนไทยและสวีเดนเข้าร่วมประชุม ซึ่งเขาตั้งใจเข้าร่วมแน่นอน
ในวัย 21 ปี หนุ่มลูกครึ่งไทยสวีเดนกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา Applied Biology and Chemical Technology ที่ Hong Kong Polytechnic University หนึ่งในมหาวิทยาลัย
ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งเขาเป็นศิษย์เก่ารุ่น 4 ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ที่สอนให้เขาเรียนรู้และรู้จักวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ผลักดันให้เขาได้รับเลือกเป็น 1 ใน 20 ระดับหัวหน้า
“ผมเกิดที่เมืองไทย พออายุ 3 เดือน ก็ไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่สวีเดน พออายุ 8 ขวบ ก็กลับมาเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จนถึงชั้นมัธยม 6 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งตอนมาโรงเรียนผมพูดแต่ภาษาสวีดิช ได้อังกฤษกับไทยนิดหน่อย แต่โรงเรียนหล่อหลอมให้ผมเป็นเด็กเก่งทั้งสองภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ อีกทั้งอาจารย์ทั้งไทยและต่างชาติ สอนสอดแทรกวัฒนธรรมไทย ที่โรงเรียนมีการจัดงานสงกรานต์และไหว้ครูตลอดทำให้ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี ผมคิดว่าข้อนี้ทำให้ผมทำหน้าที่ในระดับหัวหน้า”
ขณะที่คริดปิดภาคเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ฮ่องกง กลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่เมืองไทย ก็เป็นเวลาที่พอดีกับทางกรุงเทพมหานครรับสมัครอาสาสมัครพอดี ซึ่งครั้งแรกเขาไม่รู้จักว่า One Young World Summit คืออะไรแต่พอเข้าไปคลิกดูประวัติถึงความยิ่งใหญ่ของการจัดงานทำให้เขารู้สึกทึ่ง และยื่นใบสมัครทางออนไลน์เข้าเป็นอาสาสมัครจำนวน 3,000 คน ที่ทางกรุงเทพมหานครต้องการ โดยไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้า
“พอผมได้รับเลือกเป็นระดับหัวหน้า ผม ตื่นเต้นมาก เพราะทีแรกตั้งใจสมัครตำแหน่งแค่อาสาสมัครเท่านั้น แต่เขาต้องการให้เราเป็นหัวหน้าทีม มีเพียง 20 คน ที่ได้รับคัดเลือกเป็นระดับเฮด” ซึ่งเขาได้รับการมอบหมายงานทำให้คริดเป็นระดับหัวหน้าอาสาสมัครที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 20 ปีเท่านั้น
“ระดับหัวหน้าแต่ละคนใน 20 คน จบเมืองนอกทุกคน บางคนจบทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากอังกฤษ และสหรัฐ เรารู้สึกการทำงานมีความสุข เหมือนการสื่อสารเข้าใจ หน้าที่หลักของผมคือติดต่อโรงแรม ดูแลผู้มาร่วมประชุมตั้งแต่เช็กอิน เช็กเอาต์ ดูปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงแรม ระดับหัวหน้า 3 คนดูแลความเรียบร้อย 6-7 โรงแรม เช่น โรงแรมเบิร์คลีย์ ประตูน้ำ เซ็นทาราแกรนด์ และโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ผมก็ต้องวิ่งบริหารไปมาในบางช่วงหากมีงานย่อยที่จัดภายในโรงแรมที่เราดูแลอยู่”
นอกจากการทำงานในฐานะตัวแทนประเทศไทยแล้ว คริดยังรู้สึกดีใจที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ เพราะเป็นการจัดการประชุมนี้ครั้งแรกในเอเชีย ปกติจัดที่ยุโรปหรือสหรัฐ ซึ่งกว่าที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพยากมาก เพราะต้องแข่งขันคัดเลือกเป็นเจ้าภาพกันเข้มข้นเหมือนจัดการแข่งขันโอลิมปิกเลยทีเดียว ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงฝีมือ ได้แสดงความเป็นไทย ทำให้ต่างชาติเห็นถึงการมีน้ำใจของคนไทย วัฒนธรรมอันดีงาม รวมทั้งเยาวชนไทยได้แสดงถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่เป็นหนึ่งในแรงผลักดันในการจัดงานระดับโลกแบบนี้ได้
“ทุกคนที่มาร่วมประชุมรู้สึกประทับใจ ซึ่งผมในระดับหัวหน้าอาสาสมัครผมมีหน้าที่ประกาศว่า วันนี้ผู้เข้าร่วมการประชุมมีโปรแกรมจะไปไหน คุมการขนส่งคน แบ่งแยกกลุ่มคนขึ้นรถบัส เรายุ่งวุ่นๆ ต้องวิ่งไปวิ่งมา เราวิ่งที่ศูนย์ประชุมด้วย เซ็นทรัลเวิลด์ด้วย หลายคนที่เข้าร่วมประชุม เช่น ชาวอาร์เจนตินารู้สึกประทับใจ และเพิ่งกลับมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อต้นปี ผมก็ได้ดูแลเขา ไปรับเขาที่แอร์พอร์ต พาเขาไปเที่ยวนู่นไปนี่ แม้งานเราจะจบไปแล้ว แต่มิตรภาพยังคงอยู่ และเขาบอกว่าจะกลับมาเมืองไทยเรื่อยๆ ผมยังได้คอนเนกชั่นกับนักธุรกิจในบริษัทใหญ่ๆ เขาชวนว่า ถ้ามีการประชุมกันปีหน้าที่แคนาดา เขาจะเชิญผมไปด้วย ซึ่งผมก็สนใจเข้าร่วม”
งานนี้ยังทำให้คริดได้พบกับบุคคลสำคัญระดับโลก อย่างโคฟี อันนัน ในพิธีเปิดอีกด้วย
“ผมได้ไปร่วมในพิธีเปิด มีห้องวีไอพีซึ่งผมได้เข้าไปด้วยเพราะผมเป็นหัวหน้า ผมได้พบกับคุณโคฟี เขาเห็นผมวิ่งไปวิ่งมา เขาถามผมว่า เป็นไงเหนื่อยไหม แล้วคุณโคฟีก็ชวนผมคุยเรื่องการประชุม คุยเรื่องสุนทรพจน์ของเขา เราอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไร เขาถามเราว่า คุณมีความคิดเห็นอย่างไร อยากให้เสริมอะไรไหม
พอได้พูดคุยกับคุณโคฟีผมรู้สึกประทับใจมาก เพราะไม่ถือตัวแม้เป็นคนระดับนั้น คุณโคฟีถามผมว่าอายุเท่าไหร่ถึง 30 ไหม ผมบอกว่าเพิ่ง 20 ครับ เขารู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมเด็กขนาดนี้มาทำงานระดับนี้ ระหว่างคุยผมสัมผัสได้ถึงพลังของเขา และเขาพูดได้น่าฟังว่า เยาวชนทั้ง 196 ประเทศจากทั่วโลกคือดาว เขาอยากมาแชร์ในสิ่งที่เขาได้ทำ ที่เขามาเพราะเขาเชื่อมั่นว่า คนที่ร่วมประชุมก็คือผู้นำในอนาคตมาแทนพวกเขาที่อายุ 50 ปีแล้ว
ผมยังได้เจอศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนัส เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล ด้านสันติภาพการช่วยเหลือด้านสังคมซึ่งเก่งมากอีกด้วย”
บรรยากาศของการประชุมก็มีพลัง เขาได้เห็นความตั้งใจของทุกคนที่เยี่ยมยอดมาก ดังนั้นฐานะอาสาสมัคร พวกเขาตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่ ผิดพลาดไม่ได้ เพราะนี่คือหน้าตาของประเทศ
คริดฝากถึงน้องๆ ทุกคนว่า ขอให้ตั้งใจเรียนพร้อมกับเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากทั้งในและนอกห้องเรียนให้มาก เปิดโลกกว้างทั้งในและต่างประเทศ เพราะชีวิตในมหาวิทยาลัยต่างจากโรงเรียนโดยสิ้นเชิง ขอให้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ และสนุกกับชีวิตการเรียนทุกวัน







