
วิกฤตภัยแล้ง... ความสมดุล
โดย...รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์
โดย...รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์
เมื่อพูดถึงวิกฤตภัยเเล้ง ไม่ได้เเล้งไปทุกที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสมดุลระหว่าง...
1.ธรรมชาติ : คือเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกตามปริมาณเเละตามช่วงเวลาที่พอจะคาดการณ์ได้ คือ ช่วงต้นฤดูฝน ฝนก็ควรจะต้องตกเเละบางพื้นที่อาจจะตกหนักจนเกิดนํ้าท่วม ดังนั้นในช่วงดังกล่าวเขื่อนก็จะพยายามระบายนํ้าออกไปใช้ เพื่อให้มีปริมาตรว่างๆ พอที่จะรับนํ้าใหม่เเละเผื่อเอาไว้ป้องกันอุทกภัย
2.การเก็บนํ้า : มีเขื่อนหรืออ่างเก็บนํ้าที่สามารถเก็บนํ้าเอาไว้ได้ สามารถสํารองนํ้าเอาไว้ในช่วงเวลาที่ไม่มีฝน เเละมีปริมาตรพอที่จะเก็บนํ้าเวลาที่นํ้าหลากมา เวลานํ้าหลากมาจะมีปริมาณมาก ถ้าอ่างเก็บนํ้าหรือเขื่อนมีขนาดไม่เหมาะสมคือเล็กไปก็ต้องปล่อยล้นไป นํ้าก็ไปท่วมด้านล่าง พอถึงหน้าเเล้งถ้าปริมาตรกักเก็บไม่มากพอ ปล่อยนํ้าออกไปไม่นานนํ้าก็หมด
3.การใช้นํ้า : คือการใช้นํ้าของเกษตรกร ผู้ใช้นํ้าด้านท้ายเขื่อน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเเผนการทําการเกษตร ถ้าไม่มีเเผนหรือไม่เป็นไปตามเเผน ก็จะเกิดปัญหาขึ้น คือ Demand มากกว่า Supply หลายครั้งคุม Demand ไม่ได้ ถึงเเม้กรมชลประทานจะทํางานหนักในการเข้าหาเกษตรกรเเล้วก็ตาม ทั้งสามส่วนข้างต้นนั้นจะต้องสมดุลทั้งในมิติของปริมาณเเละเวลา จะดูเฉพาะปริมาณหรือปริมาตรเทียบกันอย่างเดียวไม่ได้
ปัญหาของความไม่สมดุล ยกตัวอย่าง คือ
1.พร่องนํ้ารอเเล้วฝนไม่มาตามนัด ทําให้ปีนั้นอาจจะเก็บนํ้าได้น้อยกว่าที่คาด พอกลางฤดูเเล้งนํ้าก็หมด โดยเฉพาะอ่างเก็บนํ้าขนาดเล็กใช้ได้ไม่นานก็หมด
2.ไม่พร่องนํ้าเพราะกลัวว่าฝนจะไม่มา กลัวนํ้าจะไม่พอ เเต่เอาเข้าจริงๆ พายุเข้า ก็ต้องปล่อยนํ้าให้ล้นออกเพราะปริมาตรเก็บไว้ได้ไม่พอ กรณีนี้ก็เช่นเดียวกันคือ ถ้าอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่ความสามารถในการรับนํ้าหลากจะทําได้ดีกว่า
3.เกษตรกรไม่ใช้นํ้าตามเเผนที่ตกลงกัน ใช้นํ้ามากไปกว่าที่คาดการณ์ไว้ นํ้าก็ไม่พอ การสร้างอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่มีผลกระทบสูงเเต่จําเป็น เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการนํ้าได้ทั้งเเล้งเเละท่วม การสร้างอ่างเก็บนํ้าขนาดเล็กเเทนการสร้างเขื่อนใหญ่ทําได้ เเต่เครื่องมือในการบริหารจัดการนํ้าก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะต้องมีการเเล้งเเละท่วมกันต่อไป ดังนั้นเราคงจะไปว่าหน่วยงานว่าไม่มีประสิทธิภาพ มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการนํ้าไม่ดีคงว่าไม่ได้เต็มปาก เพราะเรายังไม่ได้ให้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพกับเขา
จริงๆ เเล้วอ่างหรือบ่อขนาดเล็กนี้ก็ทํากันมานานมากเเล้ว เเต่ก็เเก้ปัญหาได้ไม่หมด ลองไปดู “สระคึกฤทธิ์” สร้างตั้งเเต่สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ เเละทําเยอะมาก
ความจริงที่น่ากลัว : เเผนของประเทศไทยในทุกรัฐบาลจะพยายามเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรหรือรายได้ทางการเกษตร โดยตั้งเป้าไว้ให้เพิ่มปีละประมาณ 3-5% ทุกปี เเต่ในขณะที่การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บนํ้ากลับทําได้น้อยมากสวนทางกันหรือไม่
ที่ผมเขียนมานี่ไม่ใช่ว่าจะมาเชียร์ให้สร้างเขื่อนใหญ่ เเต่ผมกลัวความจริงข้างต้นว่าเราจะหลงทางกันเเละประเทศจะไม่พัฒนา
ดังนั้น ถ้าเราจะยังคงนโยบายดังกล่าวไว้ สิ่งที่นักวิชาการควรจะช่วยกันคิดคือ
1.หานวัตกรรมเเละวิธีการในการลดผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บนํ้า หรือเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น การศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายถิ่นฐานของสัตว์หายากบางชนิดที่อยู่ในพื้นที่นํ้าท่วม ผลเสียมีเเน่เเต่ทําอย่างไรให้เสียน้อยที่สุด
2.หานวัตกรรมในการให้เกษตรกรใช้นํ้าน้อยลง เเต่ผลผลิตเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม เช่น การปลูกข้าวในพื้นที่ภาคเหนือจะใช้วิธีปล่อยให้นํ้าไหลผ่าน ไม่ขังนํ้า เพราะดินเป็นทรายเก็บนํ้าไม่ได้ วิธีนี้ก็จะเปลืองนํ้า
- จี้ไปที่การชดเชยทั้งที่ทํากินเเละที่อยู่อาศัยสําหรับผู้ที่ต้องย้านถิ่นฐาน ให้มีระเบียบที่เหมาะสมและเป็นธรรม
- นักวิชาการควรศึกษาความเป็นธรรมที่มีต่อภาครัฐด้วย หลายกรณีรัฐเเละข้าราชการเป็นผู้ถูกกระทํา ถูกคุกคาม เเละถูกเอาเปรียบ เช่น การบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บนํ้า เพื่อจับจอง เเละเอาสิทธิในการชดเชย เมื่อทราบว่าโครงการจะเกิด ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างเขื่อนนั้นต้องผ่านกระบวนการศึกษาเป็นเวลานาน ทําให้เกิดช่องว่างตรงนี้ บางกรณี “ได้ยินมาว่า” มีนายทุนเเละผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ถ้าสร้างเขื่อนได้ก็ได้ค่าชดเชย ถ้าค้านการสร้างเขื่อนสําเร็จก็ได้ที่ดินที่จับจอง
เขียนด้วยความเป็นห่วงประเทศเเละอยากให้มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงครับ







