
ขอรับกรรมฐาน...เข้าพรรษาปี’๕๓ (ตอน ๖)
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ในห้วงเวลาจำศีลเข้าพรรษา ๓ เดือน ญาติโยมมีความประสงค์ปฏิบัติธรรมอบรมจิต เพื่อสร้างปัญญาธรรมให้เกิดขึ้น จะได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
จึงใคร่ขอกรรมฐาน หรือข้อธรรมะ เพื่อเป็นอนุสติในกาลเข้าพรรษา ขอพระคุณเจ้าได้พิจารณามอบกรรมฐานผ่านทาง “โพสต์ทูเดย์” เพื่อญาติโยมผู้ไม่ค่อยมีเวลาไปวัดฟังธรรม ด้วยกิจธุระทางโลกมาก จะได้ศึกษาปฏิบัติเป็นส่วนตนที่บ้านได้ ขอแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติได้ผลตรงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหวังว่าพระคุณเจ้าคงจะช่วยอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายได้อย่างแน่นอน
กราบเรียนมาด้วยความเคารพ
“ผู้มีภาระทางโลก แต่ไม่ทิ้งธรรม”
วิสัชนา : “คนเลี้ยงโคย่อมต้อนฝูงโค ไปสู่ที่หากินด้วยพลองฉันใด ความแก่และความตาย ย่อมต้อนอายุของสัตว์มีชีวิตไปฉันนั้น
ภาชนะดินที่ช่างหม้อกระทำแล้ว ล้วนมีความแตกเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมรับผลเช่นนั้น
ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
ผู้ใดกระทำกรรมชั่วแล้วย่อมละเสียได้ด้วยกรรมดี ผู้นั้นย่อมยังมีความสว่างเหมือนพระจันทร์โคจรออกจากเมฆฉันนั้น
หม้อน้ำย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำฉันใด คนชั่วสะสมบาปไว้แม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาปฉันนั้น
หม้อน้ำย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำฉันใด คนมีปัญญาสะสมบุญไว้แม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญฉันนั้น”
สาธุชนผู้มีปัญญาทราบเนื้อความแห่งพระธรรมทั้งหลาย แม้มีปริมาณเพียงเท่านั้น พึงปฏิบัติตนด้วยความไม่ประมาทในโอกาสทุกเมื่อเทอญ ให้เราดิ่งอยู่ในอารมณ์ธรรมดังกล่าว และพิจารณาสังขารในจิตต่อเนื่องว่า
“สัพเพ สังขารา อะนิจจา”
สังขารคือร่างกาย จิตใจ แลรูปนาม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น
มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป
“สัพเพ สังขารา ทุกขา”
สังขารคือร่างกาย จิตใจ แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น
มันเป็นทุกข์ทนยาก เพราะเกิดขึ้นแล้ว แก่ เจ็บ ตายไป
“สัพเพ ธัมมา อนัตตา”
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นสังขาร แลมิใช่สังขารทั้งหมดทั้งสิ้นไป
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าตัวว่าตนของเรา
“อะธุวัง ชีวิตัง” ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน
“ธุวัง มะระณัง” ความตายเป็นของยั่งยืน
“อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง” อันเราจะพึงตายเป็นแท้
“มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง” ชีวิตของเรา มีความตายเป็นที่สุดรอบ
“ชีวิตัง เม อะนิยะตัง” ชีวิตของเรา เป็นของไม่เที่ยง
“มะระณัง เม นิยะตัง” ความตายของเรา เป็นของไม่เที่ยง
“วะตะ” ควรที่จะสังเวช
“อะยัง กาโย” ร่างกายนี้
“อะจีรัง” มิได้ตั้งอยู่นาน
“อะเปตะวิญญาโณ” ครั้นปราศจากวิญญาณ
“ฉุฑโฑ” อันเขาทิ้งเสียแล้ว
“อะธิเสสสะติ” จักนอนทับ
“ปะฐะวิง” ซึ่งแผ่นดิน
“กะลิงคะรัง อิวะ” ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน
“นิรัตถัง” หาประโยชน์มิได้
การเจริญมรณานุสติทุกค่ำคืน เป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อจะได้เพ่งเพียรและสั่งสมคุณความดีไป และเป็นการเกื้อกูลให้ตนนั้น ก้าวสู่กระแสธรรมอย่างไม่ต้องห่วงหาอาลัยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอนุสติของความตายนั้น ทำให้เรารู้และเข้าใจความจริง และคลายจากความห่วงหาอาลัย แม้ตัวตนแห่งเรา
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







