
อธิน อุษณกรกุล ไม่เคยหมดหวังกับ ธุรกิจโชห่วย
การรุกคืบเพื่อขยายกิจการของบรรดาร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นมหันตภัยร้ายที่จะถอนรากถอนโคนธุรกิจโชห่วยบ้านเราให้ค่อยๆ
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ... วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
การรุกคืบเพื่อขยายกิจการของบรรดาร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นมหันตภัยร้ายที่จะถอนรากถอนโคนธุรกิจโชห่วยบ้านเราให้ค่อยๆ ล้มหายตายจาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะความนิยมของลูกค้าหันไปหาร้านสะดวกซื้อติดแอร์ มีสินค้าหลากหลาย จัดเรียงสินค้าได้มาตรฐาน เหมือนกำลังเดินอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเวอร์ชั่นมินิก็ไม่ปาน ผิดกับร้านโชห่วยที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดแอร์ อยากได้สินค้าชนิดไหนก็ต้องตะโกนถามและให้เจ้าของร้านหยิบมาให้ โอกาสที่จะเดินเลือกสินค้าอย่างอิสระนั้นแทบจะไม่มี ยิ่งเรื่องโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ในขณะที่อนาคตโชห่วยบ้านเราอาจไม่ได้สดใสนัก แต่สำหรับ โฮป-อธิน อุษณกรกุล เจ้าของธุรกิจโชห่วยวัย 32 ปี ซึ่งคลุกคลีและล้มลุกคลุกคลานอยู่กับธุรกิจนี้มาตั้งแต่อายุ 14 ยังเชื่อว่าธุรกิจโชห่วยยังไม่ตาย แถมยังมีอนาคตที่สดใส เพราะเขาเชื่อมั่นว่าด้วยเสน่ห์แบบบ้านๆ ของร้านค้าโชห่วยที่หาไม่ได้ที่ไหน ยังมีอานุภาพที่จะรักษาธุรกิจซึ่งเปรียบเสมือนร้านค้าสามัญประจำชุมชนต่อไป
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย
โฮปมีพี่น้อง 4 คน เขาเป็นลูกชายคนโต คุณพ่อรับราชการเป็นคุณครู ส่วนคุณแม่ซึ่งมีดีกรีปริญญาตรีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นพนักงานบริษัท โฮป บอกว่า ครอบครัวของเขามีฐานะปานกลาง จนกระทั่งเมื่อคุณแม่ไม่ได้ทำงาน ออกมาเลี้ยงลูก ฐานะทางบ้านจึงเริ่มสั่นคลอน ความสุขเสียงหัวเราะที่เคยมีในบ้าน เริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงทะเลาะเบาะแว้งของพ่อแม่ ในฐานะเด็กอายุ 14 ปี ตอนนั้นโฮปคิดในใจอย่างเดียวว่า อยากลาออกจากโรงเรียนมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณพ่อคุณแม่
“ช่วงที่ผมตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน พอดีคุณแม่มาเซ้งอาคารพาณิชย์ของการเคหะฯ ที่นวมินทร์หวังว่าจะปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร แต่ตอนนั้นเป็นยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ปี 2540 พอดี ทุกอย่างที่ตั้งใจเลยไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมเสนอให้เปิดร้านโชห่วย เพราะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นได้ไม่ยาก ถามว่าตอนนั้นที่บ้านคัดค้านเรื่องที่ลาออกจากโรงเรียนมั้ย ญาติๆ ผมไม่เห็นด้วยเลย แต่คุณพ่อคุณแม่ผมท่านไม่ได้คัดค้าน เพราะเห็นว่าถ้าธุรกิจไปได้ ผมก็ยังสามารถกลับไปเรียนได้”
มองย้อนกลับไป โฮป ยอมรับว่า การตัดสินใจในวันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก เพราะเขาตัดสินใจเริ่มต้นทำธุรกิจทั้งที่ความรู้ทางธุรกิจเป็นศูนย์พอมาทำจริง ทุกอย่างเลยไม่ง่าย ยิ่งตอนนั้นมีคู่แข่งร้านโชห่วยในละแวกเดียวกันนับ 10 ร้าน นี่ยังไม่รวมร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่ที่มาเปิดตรงหน้าปากซอยอีก
“ธุรกิจของเราไม่ง่ายเลย ยิ่งช่วงที่คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งลำไส้และตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนด ฐานะการเงินของบ้านเรายิ่งแย่ลง เคยถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ ลูกๆ ต้องเอาเงินเก็บที่มีมาให้พ่อเป็นค่าใช้จ่าย ตัวผมเองถึงจะทำงานหนัก พยายามดึงดูดลูกค้าด้วยการเสนอบริการส่งน้ำดื่มถึงบ้าน วันละ 30-40 ถัง ยอมแบกขึ้นไปส่งถึงชั้น 5 เพราะลูกค้าเราอยู่อาคารชุดในโครงการเอื้ออาทร แต่รายได้ก็ยังไม่พอ ถามว่าท้อมั้ย แน่นอน ความคิดที่จะเลิกทำร้านโชห่วยมีมาตลอด ทั้งจากพ่อแม่ น้องๆ และตัวผมเอง แต่ทุกครั้งที่เราผ่านมาได้ อาจเพราะผมชื่อโฮป ซึ่งแปลว่า ความหวัง ทำให้ผมเชื่อว่าชีวิตยังมีหวังเสมอ”
นับหนึ่งให้ถึงร้อย
10 ปีเต็มๆ ที่ล้มลุกคลุกคลาน เสียทั้งหยาดเหงื่อ แรงกาย กำลังใจไปมากมาย เพื่อเดินตามความหวังที่อยากจะทำร้านโชห่วยของตัวเองให้สำเร็จ โฮป บอกว่า จุดที่ทำให้เขาบอกกับตัวเองว่า ธุรกิจร้านโชห่วยของตัวเองมาถึงจุดที่น่าพอใจคือ เริ่มมีเงินหมุนในร้านมากขึ้น สามารถไปซื้อของมาสำรองไว้ที่ร้านได้มากขึ้น จากแต่ก่อนไปซื้อของบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะขายดี แต่เพราะมีเงินน้อย ซื้อตุนไม่ได้
“ช่วงที่เรากัดฟันสู้ ร้านโชห่วยในละแวกเดียวกับเรา ก็ล้มหายไปเยอะ จนทุกวันนี้ เราเป็นร้านโชห่วยรุ่นแรกเพียงร้านเดียวที่ยังอยู่รอดมาได้ ผมคิดเสมอว่า เราต้องไม่หยุดพัฒนา ผมเชื่อว่ากว่าน้ำจะเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส ต้องอาศัยความพยายาม ความร่วมมือร่วมใจ ต่อให้เราทำได้ 99 องศาเซลเซียส ก็ยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เราพยายามเต็มที่ต่างหาก ความสำเร็จจึงจะหลั่งไหลมา ผมยังจำตอนที่พ่อบอกว่าให้ปิดกิจการ ผมตอบพ่อไปว่า ถ้าปิด เราก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในธุรกิจอื่น สู้ทำร้านนี้ต่อ อย่างน้อยถ้าเป้าหมายเราคือ 100 เราก็มาได้ 20 แล้ว”
โฮป บอกว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจร้านโชห่วยของเขาอนาคตสดใส อาจเพราะเขาไม่หยุดพัฒนา ทุกวันนี้เขานำระบบเข้ามาบริหารจัดการภายในร้าน เช่น การจัดเรียงสินค้าตามหมวดหมู่ มีการทำสต๊อก นำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำบัญชี ติดกล้องวงจรปิด มีโซนที่ให้ลูกค้าบริการตัวเอง เช่น ลูกค้าที่จะซื้อน้ำอัดลมใส่ถุง ลูกค้าต้องบริการตัวเอง
“ในอนาคต ผมคิดไปไกลถึงขั้นอยากให้ร้านของเราเป็นแฟรนไชส์โชห่วย แบรนด์ไทยที่มีระบบแต่ไม่ทิ้งเสน่ห์ของร้านโช่ห่วยบ้านเราไว้ ยกตัวอย่าง ขนมบางอย่างที่มาฝากขายแต่ไม่มีบาร์โค้ด ร้านใหญ่ๆ อาจจะไม่รับ แต่มาขายที่เราได้ เพราะเราทำบาร์โค้ดพิเศษขึ้นมาให้เลย หรือพวกขนมในความทรงจำ อย่างขนมโก๋รูปปลา ถั่วเหลืองกวน กับแกล้มพวกถั่วที่เป็นแผงๆ เราก็ยังเอามาขาย บางครั้งก็มีโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าครบตามจำนวนด้วยการแถมขนมพวกนี้”
อีกสิ่งหนึ่งที่โฮปเรียนรู้จากการทำธุรกิจโชห่วย คือ อย่าให้อะไรมาเป็นข้อจำกัด โฮปบอกว่าร้านแรกของเขาอาจจะทำเลไม่ดี เขาก็อาศัยดึงลูกค้าด้วยการให้ร้านอาหารตามสั่ง ร้านกาแฟมาเช่าหน้าร้าน เพื่อเรียกลูก้า อยากน้อยมากินข้าวเสร็จก็เดินเข้ามาซื้อของในร้าน
“อย่างร้านกาแฟ อย่ามองว่าเขาเป็นคู่แข่งเรา เพราะเขาอาจจะช่วยดึงลูกค้าให้เราก็ได้ บางครั้งลูกค้าจะเดินมาซื้อของจุกจิกที่ร้านเราอาจจะขี้เกียจ แต่ถ้าจะมาซื้อกาแฟ ซื้อข้าวด้วย เขาก็อาจจะมา”
จนถึงวันนี้โฮปบอกว่า ชีวิตเขามาไกลกว่าที่ฝัน อย่างน้อยโชห่วยร้านนี้ก็สามารถเลี้ยงครอบครัวเขามาได้เกือบ 20 ปี แถมยังทำให้ครอบครัวมีเงินส่งเสียน้องๆ อีก 3 คนจนจบปริญญาตรี ชีวิตของเขาจากนี้ โฮปบอกว่า อยากเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยมีเงินถุงเงินถัง
“เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ร่วมกับเพื่อนลงไปช่วยซ่อมและสร้างโรงเรียนที่ยะลา ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้แล้วว่า คนเราถ้าเอาแต่คิดว่ารอให้รวยก่อนแล้วจะช่วยคนอื่น ก็ไม่รู้จะได้ทำหรือเปล่า แต่ความจริงไม่ว่าเราจะยากดีมีจน ก็เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนได้หมด ซึ่งการที่ผมได้ลงไปทำกิจกรรมดีๆ ครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่า ยังมีคนอีกมากมายที่ลำบากกว่าผม เพราะฉะนั้นผมต้องไม่ท้อ และมีหวัง เหมือนกับชื่อโฮปของผมเสมอ” ผู้ชายที่ชีวิตนี้ไม่เคยทิ้งความหวังกล่าวทิ้งท้าย







