
3 หนุ่ม 3 มุม…อยู่อย่างไรในองค์กรกับคนต่างวัย
เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ละครเรื่อง “3 หนุ่ม 3 มุม”
โดย...กันย์
เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ละครเรื่อง “3 หนุ่ม 3 มุม” นั้นเป็นละครฮิตเรื่องหนึ่งของเมืองไทยด้วยการปูเรื่องความสำคัญของพี่น้อง 3 คน 3 หนุ่ม 3 มุม ที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน มีการพูดถึงปัญหาความแตกต่าง ความไม่เข้าใจกันของคนทั้งสามเพราะความแตกต่างในเรื่องวัย เรื่องการใช้ชีวิต ไม่น่าเชื่อเลยว่าปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างต้องเผชิญกับความท้าทายอันเกิดจากการที่บุคลากรสามยุคซึ่งประกอบไปด้วย Baby Boomers Generation X และ Generation Y ต้องมาทำงานร่วมกันในองค์กรเฉกเช่นละครดังเรื่องนั้น
Baby Boomers เป็นพี่ใหญ่ในองค์กรและมีประสบการณ์มากมายเกิดในยุคหลังสงครามโลกจึงทำให้คนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีความอดทนสูง มองหาความมั่นคงในชีวิต
Generation X เป็นพี่คนกลางซึ่งเสมือนเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ คอยคลี่คลายความไม่เข้าใจหรือแม้กระทั่งเป็นสะพานในการสื่อสารทางความคิดที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมากของอีก 2 วัย คนกลุ่มนี้มีบุคลิกคล้ายคลึงกับกลุ่ม Baby Boomers หากแต่ว่าคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความยืดหยุ่นกว่าเป็นเพราะสังคมและวัฒนธรรมที่เปิดมากขึ้น
Generation Y หรือน้องเล็กที่สุดในองค์กร ก้าวเข้ามาเป็นบุคลากรที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดทั้งในองค์กรและตลาดแรงงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ คนรุ่นนี้เติบโตมาแบบสะดวกสบายกว่าคนรุ่นอื่น มีคนเอาใจใส่เกือบตลอดเวลา พ่อแม่เลี้ยงไม่ให้ลำบาก จึงอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนกลุ่มนี้แสดงออกถึงความต้องการการเอาใจใส่ดูแล ชอบทำงานเป็นทีม ชอบเข้ากลุ่มเข้าสังคมและต้องการเป็นที่ยอมรับ อีกอย่างเติบโตมาควบคู่กับเทคโนโลยีและโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาเอพีเอ็ม ให้ความเห็นว่าด้วยสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันของทุกยุคสมัยได้ทำให้คนที่เกิดในยุคที่แตกต่างกันนั้นมีบุคลิกที่ต่างกันออกไป นำมาซึ่งเหตุผลที่ทำให้คนแต่ละคนแสดงออกหรือตอบสนองในแต่ละเหตุการณ์ไม่เหมือนกันจนเกิดเป็นปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างรุ่นหรือระหว่างวัยที่กลายเป็นเรื่องปวดหัวให้ผู้บริหารและฝ่าย HR หลายๆ คน แต่อยากให้ท่านผู้อ่าน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดลองกลับมามองดูที่ตัวเองว่าเมื่อเรื่องการทำงานกับคนต่างวัยนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปแล้วเราพอจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้การทำงานราบรื่น และอยู่ในองค์กรร่วมกันได้อย่างมีความสุข เทคนิคง่ายๆ 2 ข้อมีดังนี้
1.ให้รู้ตัวเองว่าตนอยู่ในวัยใด
พร้อมศึกษาเพื่อนร่วมงานที่ต่างวัยด้วยว่าเขาคิดอย่างไร ทำความเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังลึกๆ ว่าความแตกต่างนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากสภาพสังคม เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่คนในแต่ละยุคแต่ละสมัยเติบโตมา หล่อหลอมให้คนในแต่ละยุค มีทัศนคติ ความเชื่อ มุมมองความคิด ค่านิยมที่ไม่เหมือนกันและส่งผลให้พฤติกรรมที่แสดงออกมาแตกต่างกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะเกิดความเข้าใจกันได้มากขึ้น และสามารถลดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงลงไปได้บ้าง
2.การเปิดใจกว้าง
ปัญหาใหญ่ของหลายองค์กรคือคนส่วนใหญ่มักจะทำคือการหลีกเลี่ยงไม่คุยกัน ไม่ทำงานด้วยกัน แทนที่จะหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น ซึ่งการทำเช่นนั้นยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น ทางแก้คือเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะรับฟัง และเข้าใจพฤติกรรมที่แต่ละวัยแสดงออกมา ยอมรับว่าเราต่างกัน แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวกันในการทำงาน มีภาพความสำเร็จร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อเราเปิดใจกว้าง และมุ่งเน้นไปที่เป้าหมาย ไม่ว่าใครจะทำงานอย่างไง ก็คงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะเราเปิดใจและทำงานโดยเน้นไปที่เป้าหมายและผลสำเร็จเป็นสำคัญ
สุดท้ายนี้เธอฝากไว้ว่าเรื่องช่องว่างระหว่างวัยจะคลี่คลายลง เมื่อคนเราเชื่อมั่นในเรื่องความแตกต่าง จะดีกว่าไหมที่กระบวนการตัดสินใจขององค์กรไม่ได้มาจากความคิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความคิดของ “เรา” ที่ได้สังเคราะห์ร่วมกันเป็นองค์รวมทางความคิด เมื่อร่วมกันหาจุดตรงกลางได้โดยลดละความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เราคิดหรือทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่การบูรณาการของประสบการณ์ที่มีค่าจากคนรุ่นก่อนกับแนวคิดและข้อมูลใหม่ๆ ที่คนรุ่นใหม่รับเข้ามาตลอดเวลา สุดท้ายคือ Happy Ending







