
5 เทคนิค จุดไฟสร้างพลังการทำงาน
เรื่องของคนทำงานที่บ่นว่าเบื่อ ไม่อยากทำ ไม่อยากแตะ สรุปว่าถ้าเป็นเรื่องงานแล้วขอเวลานอก ทำงานแล้วไม่มีความสุข เบื่อและหมดไฟ
โดย...บีเซลบับ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เรื่องของคนทำงานที่บ่นว่าเบื่อ ไม่อยากทำ ไม่อยากแตะ สรุปว่าถ้าเป็นเรื่องงานแล้วขอเวลานอก ทำงานแล้วไม่มีความสุข เบื่อและหมดไฟ จะดีแค่ไหนถ้าเรายังทำงานเดิม ในที่ทำงานเดิม กับเพื่อนร่วมงานเดิม แต่ทำแล้วมีความสุขขึ้น ทำแล้วมีไฟในการทำงานมากขึ้น ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ รับรองว่า “ไฟ” ในการทำงานของคุณจะกลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
1.มองย้อนศรด้วยการแสวงหางานที่ยากและมากขึ้น
งานหนักและงานเหนื่อย แต่คนทำมีความสุขมากกว่างานเบาหรือมีขอบข่ายงานน้อย เรื่องนี้เป็นความจริง อะไรกันนี่ งานหนักและเหนื่อยยากจะทำให้เรามีความสุขมากกว่าการทำงานเบาๆ หรือไม่ค่อยมีงานทำได้อย่างไร นักจิตวิทยาอธิบายว่า การทำงานเป็นแหล่งสร้างความพึงพอใจในการมีคุณค่าของตัวเองสูง มองในมุมหนึ่ง การมีงานมาก งานยากและงานที่มีภาระสูง คือโอกาสที่จะทำให้เราเก่งในงานของเรามากขึ้น โอกาสเติบโตในหน้าที่การงานย่อมสูงกว่าคนทำงานเบาหรือทำงานง่ายๆ แน่นอน
2.สร้างไฟให้สถานที่ทำงาน
สถานที่และบรรยากาศในการทำงานสำคัญไม่น้อย มีผลต่อความรู้สึกกระตือรือร้นต่อการงาน ห้องทำงานควรปรับเปลี่ยนตกแต่งบ้าง อย่าปล่อยให้ทรุดโทรมหรืออยู่ในบรรยากาศเดิมๆ เป็นเวลานาน ลองลุกขึ้นมาตกแต่งปรับเปลี่ยนห้องทำงานให้สวยเก๋แปลกตา บางคนใช้วิธีปรับเปลี่ยนเล็กน้อย (แต่ได้ผลเยอะ) เช่น เปลี่ยนมุมวางตู้ เปลี่ยนที่ตั้งโต๊ะทำงาน ปรับชั้นวางของเล็กๆ น้อยๆ ซื้อเก้าอี้ทำงานตัวใหม่ ฯลฯ เพียงแค่นี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่สร้างความแตกต่างได้แล้ว
นอกจากนี้ การเพิ่มบรรยากาศใหม่ๆ เช่น เสียงเพลง เปิดเพลงคลอไปด้วยขณะทำงาน ซึ่งผลงานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ส่งผลให้ระดับประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น
3.ทำความรู้จักเพื่อนร่วมงาน
เพื่อนร่วมงานเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก รวมถึงคุณภาพของงาน มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และที่ทำงานก็เป็นสถานที่ที่เราต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกับคนอื่นยาวนานในแต่ละวัน ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ก็ย่อมส่งผลให้เรามีช่วงเวลาที่มีความสุขในแต่ละวันเพิ่มขึ้น คำแนะนำนี้หมายรวมถึงการแสวงหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน อ๊ะๆ อย่าเพิ่งงง ลองคิดดูว่าจะดีแค่ไหนถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานที่พูดคุยและให้การสนับสนุนทางอารมณ์ เมื่อเราเจอปัญหาในที่ทำงาน (หรือแม้แต่ปัญหาส่วนตัวก็ตาม) การมีเพื่อนสนิทแบบนี้จะช่วยแบ่งเบาความเครียดจากการงาน เสริมพลังและเป็นกำลังใจในการทำงานของเราอย่างดี
เปิดโอกาสให้ตัวเองทำความรู้จักหรือสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น ใครที่ยังไม่เคยคุยกันเลย หรือไม่ค่อยได้คุย ก็ลองขยับเข้าไปพูดคุยทำความรู้จัก ส่วนคนที่เคยคุยกันเฉพาะเรื่องงาน ลองคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงานกับเขาดูบ้าง พร้อมที่จะเป็นเพื่อนสนิทกับใครก็ตามที่เปิดใจ ช่วยเหลือเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน
4.เปิดรับประสบการณ์ใหม่
การเติมไฟในที่ทำงานที่ดีอีกประการหนึ่ง คือการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ อันเป็นต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้การทำงานของคุณสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการทำงานประจำซ้ำๆ ทุกวัน อาจทำให้เราเบื่อหน่ายได้เหมือนกัน การเปิดกว้างมุมมองด้วยโอกาสใหม่ๆ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ที่แม้จะไม่ใช่หรือไม่เกี่ยวกับงานประจำที่ทำอยู่โดยตรงก็ตาม เช่น การเข้าร่วมประชุมในแผนก
อื่นๆ การเข้าร่วมอบรมสัมมนา การอ่านหนังสือที่ไม่เคยอ่านและอื่นๆ จะช่วยทำให้คุณได้มองและเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆ สร้างไฟสร้างพลังที่เหลือเชื่อ
5.อย่าลืมความฝันของตัวเอง
เติมไฟด้วยความฝัน อย่าลืมความฝันของตัวเอง ขอให้ลองนึกทบทวนถึงเป้าหมายชีวิตที่ตัวเองต้องการ มีคนจำนวนมากที่ทำงานประจำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ตอบสนองต่องานที่เข้ามาในแต่ละวันด้วยแบบแผนเดิมๆ ซ้ำๆ จนบางครั้งก็หลงลืมไปว่าเป้าหมายชีวิตของตัวเองคืออะไร ปีแล้วปีเล่าผ่านไปอย่างไร้ความหมายไร้ความแตกต่าง ขาดลดความสดใสหรือความมีชีวิตชีวาลงไปเรื่อยๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปนานๆ คุณอาจหมดไฟในการทำงานไปอย่างถาวร
จะไม่เป็นอย่างนั้น ก็ต้องลองคิดถึงสิ่งที่คุณฝันอยากจะเป็น ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายให้ตัวเอง คุณอาจเคยฝันว่าอยากเป็นหัวหน้างาน อยากเป็นผู้จัดการ หรืออยากตั้งบริษัทของตัวเอง ไม่ว่ามันจะคืออะไร อย่าคิดถึงมันแล้วปล่อยผ่าน แต่ให้ลองจินตนาการว่าเป้าหมายที่เป็นจริงจะสร้างความสุขให้แก่คุณแค่ไหน นึกภาพตัวเองในวันที่ประสบความสำเร็จ บอกตัวเองว่าตั้งแต่วันนี้คุณจะต้องทำงานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบันให้เต็มที่ เพื่อเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ฝันใฝ่ภายในเวลาที่กำหนด
แค่นี้เอง 5 เทคนิคที่จะช่วยเติมไฟในการทำงาน ลองนำเอาไปใช้ดูนะ อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นเหมือนสวะที่ลอยไปตามน้ำหรือใบไม้ที่ลอยไปตามลม หากจงเชื่อในตัวเองว่าทำได้ เราคือเครื่องบินที่มีแผนการเดินทางที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน มีเส้นทางการบินที่กำหนด และมีแผนลงจอดที่เป้าหมาย







