
ประเทศนี้อยู่แล้วปรองดอง
ยิ่งในวันที่บ้านเมืองกำลังแตกแยกวุ่นวาย อย่างไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร การแก้ปัญหาที่ทำๆ กันมา เรากำลังไปถูกทางหรือไม่...
ยิ่งในวันที่บ้านเมืองกำลังแตกแยกวุ่นวาย อย่างไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร การแก้ปัญหาที่ทำๆ กันมา เรากำลังไปถูกทางหรือไม่...
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
“ลูกผู้ชายต้องไว้พุง” ข้อความบนเสื้อยืดธรรมดาๆ ที่แฝงอารมณ์ขัน แบบมีนัย จนผมถึงขั้นขวนขวายไปหามาไว้ในครอบครอง หวังใช้เป็น “ยันต์” ลดแรงกดดันจากผู้หวังดีที่คอยเป็นห่วงเป็นใย
ในวันที่ “เส้นรอบพุง” แปรผันตรงกับ “อายุ” ตัวเลข 30 นิดๆ กำลังขยับตีคู่ไล่บี้กันมา ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกันมาแบบสูสี ตั้งแต่หลังเบญจเพสหมาดๆ ที่สำคัญดูท่าจะไม่มีใครยอมใครง่ายๆ
ไอ้ครั้นอยากจะ “ปลง” กับ “สรีระ” ที่มิอาจฝืนสังขาร หนีแรงต้านทานแห่งกฎธรรมชาติได้ ทว่าชุดคำพูดเดิมๆ ที่คอยกรอกหู แต่บาดลึกเข้าไปในจิตใจ จนเริ่มจะชินชา กลับทำให้ไม่อาจตัดใจได้
ทั้งคำพูดขำๆ จนถึงคำเตือนแบบจริงจัง พร้อมงัดสารพัดสูตรลดน้ำหนักมาแนะนำ โลว์แฟต โลว์แคบ โลว์แคลอรี ไม่กินอาหารเย็น บางรายถึงขั้นแอบแฝงโฆษณาสินค้าขายตรงแบบแยบยล
“สติ” กับการต้องคอยมาพิจารณาเรื่อง “สังขาร” ที่คิดแบบเข้าข้างตัวเองว่า “อนิจจัง” กำลังถูกบดบังด้วยเรื่อง “สุขภาพ”กับทางสายกลางที่ไม่อาจมีเส้นบรรทัดมาขีดแบ่งได้ชัดเจน
การได้มาซึ่งเสื้อตัวนี้ แม้จะไม่ใช่ทางดับต้นตอของทุกข์ แต่การแก้ปัญหาแบบมิต้องลงทุนลงแรงมากมาย ดูจะเป็นทางออกที่หลายคนอยากกระโจนเข้าหา แม้สุดท้ายจะไม่ใช่ “ทางออก”
“เดี๋ยวจะผอมให้ดู”...“อวบระยะสุดท้าย”...? “อ้วนแต่น่ารัก”...“ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้พุง”...และอีกสารพัดข้อความบนเสื้อที่มีมากมายล้นแผนจนเลือกยาก
การหวังจะหา “ข้อความ” โดนใจมาเป็นคาถาป้องกันตัวแบบง่ายๆ ป้องกันเสียงบ่น เปลี่ยนเสียงนินทา มาเป็นเสียงหัวเราะ จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนอ้วนเสียแล้วเวลานี้
เมื่อย้อนกลับมาไตร่ตรองอย่างจริงจัง “ความอ้วน” ที่มีอยู่มิได้หายไปตามเสียงบ่น เสียงนินทา เสียงแซว
ในสังคมที่ “คำพูด” ดังกว่า “การกระทำ” ปัญหาต่างๆ ในสังคมจึงมิอาจหมดไปได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดสวยหรู เมื่อคำพูดนั้นยังทำหน้าที่เป็นเพียงแค่คาถา ซึ่งไม่สามารถออกฤทธิ์ได้มากกว่าแรงลมปาก
แค่มองจากแผงเสื้อ “ปมด้อย” ต่างๆ ล้วนถูกนำมาปรับ ดัดแปลงเป็นเรื่องขำๆ ด้วยถ้อยคำไม่กี่ตัวอักษร กับมุมมองแบบคาบเกี่ยว ทั้งการมองโลกในเชิงบวก และการหลอกตัวเอง
คนโสด คนดำ คนอ้วน คนไม่มีแฟน คนสูง คนเตี้ย ทุกอย่างมีทางออกแบบไทย โดยไม่ต้องบินไปเกาหลีแก้ไขจุดบกพร่อง หรือไม่ต้องเสียเงินเข้าคอร์สแพงๆ หรือต้องหันไปปรึกษาจิตแพทย์
คลาสสิกที่สุดในสังคมแห่งรอยยิ้มท่ามกลางความแตกแยก หนีไม่พ้น “รถคันนี้สี...”
ไม่ว่าจะสรรหา “สี” ใดมาเติมประโยคให้สมบูรณ์ ก่อนนำไปแปะท้ายรถประกาศสิ่งที่เจ้าของรถคันนั้นๆ ต้องการให้เป็น หรือคิดว่ามันจะต้องเป็น ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็น
เมื่อสิ่งที่มันเป็นอยู่ ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายไปตามถ้อยคำไม่กี่พยางค์
ลำพังเรื่อง “สี” ถูกโฉลกกับคนเกิดราศีนั้น เดือนนี้ วันโน้น ก็พอจะถูไถไปได้บ้างกับหลักสถิติ ที่รวบรวมกันมาเป็นตำรับตำรา ให้ผู้ที่สนใจได้เชื่อถือ
แต่การเล่นง่ายๆ แบบใช้ตัวอักษรไม่กี่ตัวไปเปลี่ยนโชคชะตา เสริมดวง ออกจะมีน้ำหนักน้อยไปหน่อย ไม่ต่างจากการปิดป้ายตีตราขวด “น้ำตาล” ว่าเป็น “เกลือ” เพื่อหลอกมดไม่ให้มาดอมดมความหวาน
กับสังคมที่ถูกตีตราด้วย “สี” แบบไม่ขาวก็ดำ ยิ่งทำให้ความเป็น “เหลือง” “แดง” “เขียว” “น้ำเงิน” “ชมพู” ถูกทำให้ขัดแย้งกันมากขึ้น
ทั้งที่ความเป็นจริง (หรือไม่จริงเสมอไป) มันก็ไม่ต่างจากข้อความ “รถนี้สี...” ซึ่งทำได้เพียงแค่การตีตรา โดยที่สีเดิมก็ยังเป็นสีเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปตามที่ถูกตีตรา ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าใครจะเลือกเชื่ออะไร
ขำต่อไปมากขึ้นกับเสื้อยืด ที่หาทางออกประสานรอยร้าวให้กับ “สังคม” แบบไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย (อีกแล้ว) ด้วยข้อความง่ายๆ “กูสีเดียวกับมึง” จนไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายต่อไป
ถ้าการแก้ปัญหามันง่ายกันแค่นี้จริง คงไม่ต้องมาเสียเวลากับตั้งคณะกรรมการสารพัดชุด ที่ดึงผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศมาร่วมกระบวนการสะสางปัญหา วางโครงสร้างสังคมกันใหม่
แถมต้องใช้งบหลายร้อยล้านบาทในช่วง 3-5 ปี ที่ยังถูกตั้งแง่จากฝั่งตรงข้ามว่า ไม่อาจสร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้นจริงในสังคม เมื่อคำพูดกับการกระทำไม่ได้ไปด้วยกัน
นอกจากถ้อยคำบนเสื้อ สติกเกอร์หลังรถ อีกป้ายคลาสสิกคู่สังคมไทย คือ ป้ายทำนอง “บ้านนี้อยู่แล้ว...” ไม่ว่าจะเป็นรวย ร่มเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา
ไม่ต้องลงทุนอะไรกันมากมาย ดังนั้นการจะคาดหวังผลตอบแทนอะไรจากป้ายเหล่านี้ก็คงเป็นเพียงแค่ความสบายอก สบายใจ หาใช่ผลเลอเลิศตามถ้อยคำตามที่ป้ายเขียนไว้
อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า สาเหตุอะไรถึงทำให้ป้ายเหล่านี้แพร่กระจายไปในสังคมได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่รากหญ้าจนไปถึงห้างร้านระดับชั้นนำที่ติดกันแบบไม่ต้องกลัวเสียภาพลักษณ์ว่าเป็นพวกงมงาย
น่าคิดว่าถ้ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ถ้อยคำปลุกจิตสำนึก กระตุ้นความรู้สึกให้เจ้าของบ้านร้านค้าออกมาทำมาหากินสร้างเงินสร้างฐานะจนร่ำรวย หลักการเดียวกับเด็กอ่านหนังสือสอบ ที่ให้ติดป้ายปลุกใจไว้ตามโต๊ะ ตามผนัง สร้างกำลังใจฮึดสู้มาอื่นหนังสือได้ต่อไป
มันก็ต้องเป็นป้ายที่สะท้อนความล้มเหลวของอะไรหลายๆ อย่างในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลไกเศรษฐกิจและสังคม ที่ไม่อาจพึ่งพาได้จนต้องมาเป็นการพึ่งพาโชคชะตา ความเชื่อแทน
ทั้งข้อความบนเสื้อ สติกเกอร์หลังรถ ป้ายที่ติดตามบ้าน ร้านค้า ฯลฯ เหล่านี้กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนทิศทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้หรือไม่
ถ้าใช่อะไรจะน่ากลัวระหว่างกัน ระหว่างการมองไม่เห็นปัญหา กับมองปัญหาว่าไม่ใช่ปัญหา
ยิ่งในวันที่บ้านเมืองกำลังแตกแยกวุ่นวาย อย่างไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร การแก้ปัญหาที่ทำๆ กันมา เรากำลังไปถูกทางหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ทำให้ปัญหา ดูไม่ใช่ปัญหา แต่กลับไม่ได้แก้ปัญหา
หากเป็นเช่นนั้น ก็คงไม่ต่างจากการหาป้ายมาติดว่า “ประเทศนี้อยู่แล้วปรองดอง” และคิดว่าปัญหาทุกอย่างจะกำลังหมดไป







