posttoday
เปลี่ยน...กระดาษ สู่ออนไลน์

เปลี่ยน...กระดาษ สู่ออนไลน์

12 มีนาคม 2559

ประเด็น “นิตยสารกำลังจะตาย” เป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว หลังจากการเข้ามาของโซเชียลเน็ตเวิร์ก

โดย...นกขุนทอง / ศศิธร จำปาเทศ

ประเด็น “นิตยสารกำลังจะตาย” เป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว หลังจากการเข้ามาของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้โลกสื่อสารกันอย่างไร้พรมแดน เป็นเหตุให้ผู้คนหันไปเสพสื่อออนไลน์กันมากขึ้น จนยอดขายสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกลดลงอย่างน่าตกใจ การ “เปลี่ยน” ของ “ผู้อ่าน” ทำให้คนทำหนังสือได้ตื่นตัว พร้อม “ปรับ” กลยุทธ์ต่างๆ ถ้ามัวแต่นิ่งเฉยไม่สนใจโลกที่หมุนไป สักวันหนึ่งก็ต้องล้มหายตายจากไปจริงๆ

เจ้าที่ผลิตนิตยสารหลายที่จึงผลิตคอนเทนต์จากเดิมพิมพ์ในหน้ากระดาษมาสู่รูปแบบหน้ากระดาษอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “นิตยสารออนไลน์” หรือ “ดิจิทัล แมกกาซีน” กันมากขึ้น

คนทำคอนเทนต์อยู่พื้นที่ไหนก็ได้

การที่คนจำนวนมากเลือกจับสมาร์ทโฟนมากกว่าเนื้อกระดาษ ไม่ได้หมายความว่าเขาเลิกอ่าน เพียงแต่ย้ายพื้นที่ เปลี่ยนช่องทางการเสพ

สำหรับสื่อในยุคไร้พรมแดน “ทรงกลด บางยี่ขัน” บรรณาธิการนิตยสาร a day มองสื่อในยุคบูรณาการว่า คนทำงานนิตยสารต้องมองตัวเองในมิติที่กว้างขึ้น คือมองตัวเองเป็นคนทำงานสร้างสรรค์ประเภทหนึ่งที่อยากจะบอกเล่าสื่อสารออกไป ถ้ามองอย่างนั้นจะพบว่าเรามีอิสระในการใช้สื่อมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็ต้องหาช่องทางสื่ออื่นๆ ให้สิ่งที่อยากพูดไปถึงคนได้ ดังนั้นนิตยสารเองสามารถแปลงกายเป็นอย่างอื่นได้ ใครที่สามารถคงสภาวะนี้เอาไว้ได้และทำประเด็นดีอยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่อคนทั้งหลายให้มาเห็นงานเราได้ก็น่าจะมีตัวตนอยู่ได้

เปลี่ยน...กระดาษ สู่ออนไลน์

 

“โลกยุคนี้ไม่ได้จำกัดพรมแดนสื่อชัดเจน เมื่อก่อนสื่อยังแบ่งตัวเองชัดเจนว่าเป็นสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ชัดเจน แต่ผมว่าทุกๆ อย่างมันบูรณาการด้วยกันหมดแล้ว ส่วน a day นิตยสารที่เป็นกระดาษก็ยังอยู่ ยังทำอย่างตั้งใจอยู่ เพียงแต่ว่าเราเพิ่มหน้างานอีกงานหนึ่ง อย่างที่ผ่านมาเราเพิ่มหน้างานจากนิตยสารไปสู่โทรทัศน์ ตอนนี้ก็เข้ามาสู่การทำเว็บไซต์คอนเทนต์ในเชิงออนไลน์ ผมว่าทุกวันนี้เราทำงานได้ง่ายขึ้นตอบสนองผู้อ่านทุกๆ รูปแบบ สำหรับบางคนที่ไม่อยากอ่านหนังสือในรูปแบบกระดาษอีกแล้ว อยากอ่านสั้นๆ ง่ายๆ ในออนไลน์ก็สามารถเข้าถึง a day ได้ ก็เช่นเดียวกันกับลูกค้าไม่อยากลงโฆษณาในกระดาษอีกแล้ว ก็สามารถลงออนไลน์กับเราได้ เราไม่ควรมองว่าเราเป็นนิตยสารกระดาษ เรามองว่าอยู่บนแพลตฟอร์มอะไรก็ได้ a day อาจจะกลายเป็นคนจัดสัมมนาอีเวนต์ก็ได้ ซึ่งมันจะทำให้การทำหนังสือสนุกขึ้น”

เช่นเดียวกับ “จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์” บรรณาธิการนิตยสาร Cheeze นิตยสารแฟชั่นวัยรุ่นที่หันมาเพิ่มช่องทางนิตยสารออนไลน์

“ผมไม่ได้ยึดติดว่าผมเป็นคนทำหนังสือ ถ้าผมอยากให้สิ่งที่ผมคิดไปถึงผู้บริโภค ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ถึงมือเขา จะเป็นสื่อรูปแบบไหนก็ได้ อาจจะต้องปรับตัว ผมทดลองสื่ออื่นๆ ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ๆ ได้ คอนเทนต์ของเราก็ต้องปรับรูปแบบ ในความรู้สึกผมไม่ได้เสียดายว่าวันหนึ่งคนจะไม่อ่านหนังสือแล้ว แต่ยังมีความเชื่ออยู่ว่า
ยังไงคนก็ต้องอ่าน คนต้องเสพคอนเทนต์ เพียงแต่ว่าเราต้องหาที่อยู่ให้มันถูกต้องเท่านั้นเอง จะมาบังคับให้เขามาอ่านหนังสือไม่ได้ คนกำลังเสพอะไรอยู่เราก็ต้องปรับตัวเพื่อที่จะให้เขาอ่านสิ่งที่เราคิด”

ด้าน “อธิคม คุณาวุฒิ” บรรณาธิการนิตยสาร WAY ให้ทัศนะว่า คงไม่เฉพาะแต่ WAY โจทย์ใหม่ที่ทุกๆ สื่อสิ่งพิมพ์เผชิญอยู่ในช่วง 3-4 ปีหลัง คือการขยายตัวของสื่อออนไลน์ พฤติกรรมการบริโภคข่าวสารที่เคลื่อนเปลี่ยน การแผ่ขยายอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ขับให้โลกออนไลน์เคลื่อนจากยุค 1.0 สื่อสารทางเดียว สู่ยุค 2.0 ทุกคนสามารถผลิตและส่งคอนเทนต์ได้ด้วยตัวเอง จนกระทั่งมาถึงยุค 3.0 many-to-many สามารถสื่อสารตรงถึงกันโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกลางอีกต่อไป

เปลี่ยน...กระดาษ สู่ออนไลน์

 

โจทย์ดังกล่าวพลิกเปลี่ยนคำตอบสำเร็จรูปของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไปไม่รอดแล้วหันไปทำเว็บไซต์ในยุค 10 ปีก่อนไปไกล มันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารสื่อสิ่งพิมพ์ในทุกวันนี้ ต่างก็พยายามกล่าวถ้อยคำเดียวกันโดยไม่ต้องนัดหมายว่า เราไม่ใช่แค่คนทำหนังสือ (Publisher) แต่เราคือผู้จัดหาคอนเทนต์ (Content Provider)

“พูดอย่างโง่งม ผมเพิ่งตระหนักเช่นนั้นเมื่อไม่นานนี้เอง ทั้งที่ในความเป็นจริงเมื่อพ้นหนึ่งปีแรก และผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเราไม่เหมาะที่จะอยู่ในระบบนิเวศของการผลิตนิตยสารตามโครงสร้างธุรกิจขนบเดิมที่ยึดถือรายได้โฆษณาเป็นตัวตั้ง ผมพบว่าที่เราเอาตัวรอดมาถึงวันนี้ ก็ด้วยการเป็นคอนเทนต์โพรไวเดอร์”

ปรับ เปลี่ยน รอด

การปรับตัวเพื่ออยู่รอด ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทำให้คนอยู่รอดได้ สามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เช่นเดียวกับนิตยสารก็ต้องมีวันปรับตัว

นักวิชาการนิเทศศาสตร์ “อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช” รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และบรรณาธิการนิตยสาร New Silk Road ฟรีก๊อบปี้เน้นให้ความรู้เกี่ยวกับไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสื่อสิ่งพิมพ์และคนทำหนังสือว่า  องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกต่างประสบปัญหาและต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคโลกออนไลน์ ที่มีอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงช่องทางเน็ตเวิร์กเป็นตัวนำ ทำให้รูปแบบการเปิดรับข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลกเปลี่ยนไป แผนการสื่อสารการตลาดและเม็ดเงินโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนตาม ซึ่งกระทบต่อองค์กรสื่อสิ่งพิมพ์โดยตรง

อาจารย์กอบกิจ ให้ข้อสังเกตว่า คนที่ทำการสื่อสารการตลาดออนไลน์ และผู้ผลิตเนื้อหาในโลกออนไลน์ มักเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ผุดขึ้นมาอย่างดอกเห็ด มีแฟนเพจเกิดใหม่จำนวนมาก ทั้งหมดมีรายได้จากนักโฆษณาที่ต่างหาวิธีสอดแทรกโฆษณาลงในสื่อใหม่เหล่านี้  ทำให้มองเห็นว่าแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์สร้างโอกาสการเป็นผู้ประกอบการได้มากกว่าสื่อแบบเดิม

“สิ่งที่เราน่าตั้งคำถามคือ สังคมเราไม่ได้ต้องการแค่ผู้ประกอบการใหม่ เรายังต้องการเนื้อหา หรือคอนเทนต์ที่อุดมปัญญาอยู่ ผู้อ่านและทุกคนในสังคมจะพบได้ว่าเนื้อหาในสื่อออนไลน์ยุคปัจจุบันส่วนมากมีลักษณะฉาบฉวย ไม่มีข่าวเจาะ ไม่มีข่าวเชิงลึก ต่างจากสมัยก่อนที่นักหนังสือพิมพ์หรือบรรณาธิการนิตยสารเก่งๆ มีความสามารถสูงมาก ทั้งทางความคิด หลักการ และข้อมูลเชิงลึก ซึ่งทำให้ผู้อ่านหรือคนในสังคมได้รับความรู้ ได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่า ข่าวเรียกยอดไลค์ในโลกออนไลน์ยุคปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากในอนาคตยังมีอีกมาก เฟซบุ๊กเองก็เริ่มมีระบบหลังบ้านที่รู้ว่าจะรายงานข่าวด่วนอย่างไร เรื่องไหนน่าสนใจ และเหตุการณ์ไหนถือเป็นข่าวด่วน ซึ่งนักวิชาการท่านนี้มองว่า เฟซบุ๊กนี่แหละคือคู่แข่งอันดับ 1 ของทุกองค์กรสื่อ เฟซบุ๊กมีนักข่าวพลเมือง ชาวเน็ตนับล้านคอยรายงานข่าวให้ มีนักเขียนชั้นเลิศมากมายที่อยากเขียนเรื่องราวให้คนอื่นฟัง และที่สำคัญคือสามารถกดติดตาม หรือแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลย

สื่อออนไลน์ ไหลตามไลฟ์สไตล์

สำหรับเนื้อหาที่จะลงไปแต่ละสื่อ ถึงแม้เนื้อหาเดียวกันต้องสามารถปรับให้เข้ากับสื่อนั้น เสมือนน้ำไปอยู่ในภาชนะอื่นๆ มันก็เปลี่ยนรูปแบบของมัน การปรับเปลี่ยนจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือยากเกินไป แต่อีกมุมเป็นเรื่องท้าทาย และสนุกในการทำงานสร้างสรรค์บนพื้นที่ใหม่ๆ

ในส่วนของ a day บรรณาธิการบอกว่า “ตั้งใจให้เนื้อหาในหนังสือกับออนไลน์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรารู้สึกว่าหนังสือมีเสน่ห์แบบหนึ่ง ผู้อ่านมีความคาดหวังในหนังสืออีกแบบหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบนิตยสารก็ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันคนอ่านในเว็บไซต์ก็มีความคาดหวังอีกแบบหนึ่ง อาจจะต้องเร็ว ต้องป๊อป รูปต้องสวย ต้องอ่านง่าย”

ทรงกลด ยังเล่าถึงความสำคัญของนิตยสารในอดีตกับบทบาทในปัจจุบันว่า เมื่อก่อนหน้าที่ของนิตยสารคือช่องทางสื่ออย่างหนึ่งที่ผู้คนใช้สื่อสารไปสู่สังคม แต่ทุกวันนี้ทุกคนไม่จำเป็นต้องง้อเราอีกแล้ว เพราะทุกคนต่างมีสื่อของตัวเองในมือ ดังนั้นสิ่งที่เข้ามาทำหน้าที่แทนคือช่องทางออนไลน์โซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย ฉันไม่ได้ยิ่งใหญ่ค้ำโลกเหมือนเมื่อก่อนที่ทุกคนต้องง้อฉันอีกแล้ว

“ยุคนี้คิดด้วยวิธีการเดิมๆ ไม่ได้แล้ว เพราะก็มีสื่ออื่นที่แย่งหน้าที่ไป อย่างเช่นแฟนเพจในเฟซบุ๊ก อาจต้องยอมรับว่าพวกเขาทำคอนเทนต์ได้ดีกว่านิตยสาร ดังนั้นนิตยสารต้องปรับตัวให้เนื้อหาที่ลึกขึ้นมากกว่าที่แปลมา โลกนี้เป็นโลกไร้พรมแดนแล้ว ดังนั้นเราไม่ควรยึดว่าตัวเองเป็นสื่อประเภทใด ควรนำเสนอเฉพาะในประเทศไทยหรือนำเสนอเรื่องราวจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นการแปลจากบล็อกฝรั่ง แปลเว็บฝรั่งมา ซึ่งบางเว็บทำกันอยู่ ดังนั้นนิตยสารเราน่าจะต้องปรับตัวในการทำคอนเทนต์ที่เป็นของทั้งโลก และเป็นคอนเทนต์ที่ทำขึ้นมาใหม่ นี่คือทางออกแบบหนึ่งของนิตยสาร แต่ละเรื่องต้องมีความลึกอยู่ และอาจเป็นเรื่องที่ไม่เน้นสีสันเท่ากับในเว็บไซต์ อาจจะฟังแล้วไม่สนุก แต่ว่าก็คงมีความหมายของมันอยู่ ดังนั้นถ้าเราไปสร้างประเด็นใหม่ของเราเองแล้วก็ทำขึ้นมาด้วยตัวเอง น่าจะทำให้เนื้อหามีความสดใหม่และไม่ซ้ำใครมากกว่า”

ด้านบรรณาธิการนิตยสาร Cheeze มองว่าการทำหนังสือค่อนข้างหนักและนิ่ง คิดล่วงหน้าและสกรีนค่อนข้างเยอะ เป็นเนื้อหาจริงจังที่จะเอาไว้เป็นความรู้ของแฟชั่นเลย แต่ในเชิงออนไลน์ เป็นเรื่องของพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เป็นข่าวบ้าง เป็นของต่างๆ ที่อาจจะมีความฉาบฉวย ถึงเป็นความรู้ก็เป็นความรู้ที่เป็นเกร็ดสั้นๆ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

“สำหรับ Cheeze เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมดูแล้วว่าอนาคตมันจะไปทิศทางไหน ทำเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ มีทุกๆ อย่างในการสื่อสารในโซเชียลควบคู่กันเข้ามา แล้วก็ทำหนังสือควบคู่ ส่วนหนึ่งเรารู้สึกว่าเราอยากทำงานแบบ 3 มิติ เขาอ่านเนื้อหาเราในหนังสือ เขาอ่านออนไลน์ เราอยากพบปะเจอพวกเขาเราก็เอาคอนเทนต์มาทำในรูปแบบ 3 มิติ คือทำงานอีเวนต์ เพราะฉะนั้นตอนนี้ Cheeze เติบโต 3 ส่วน คือ ถ้าเป็นอาร์ตก๊อบปี้เราก็ยังคงอยู่ ถามว่ามันเติบโตไหม ภาพรวมมันเหมือนกันหมด เรายังคงมีไว้ เพราะมีความรู้สึกว่ามันยังคงแข็งแรงในเรื่องความน่าเชื่อถือ แต่ที่เราเติบโตมากขึ้นก็คือเรื่องออนไลน์และอีเวนต์ ถ้าคิดว่าวันหนึ่งไม่มีคนอ่านหนังสือแล้วเราก็ยังคงอยู่ได้ อาจจะอยู่ในแบรนด์เสื้อผ้า ร้านอาหาร เป็นยี่ห้อเครื่องเขียน หรือจะเป็นอะไรสักอย่างมันก็สามารถเป็นไปได้ แต่อยู่ในรูปแบบใหม่”

การทำนิตยสารไม่ต่างจากการทำธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อตอบสนองผู้บริโภคหรือคนอ่านให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อหันมาคิดว่าคนทำหนังสือคือ “นักสร้างสรรค์” แล้ว ไม่ว่าความนิยมช่องทางสื่อจะเปลี่ยนไปกี่ครั้ง ความเป็นนักสร้างสรรค์ก็คงไม่ได้หายไปไหน อนาคตของนิตยสารไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบกระดาษหรือออนไลน์ก็ไม่สำคัญเท่าความคิดของนักคิดคอนเทนต์ที่จะสร้างสรรค์สังคมในอนาคต

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69