
Ham
เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ cookool studio
ช่วงเข้าหน้าฝนอย่างนี้ ชวนให้นึกถึงน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อประ มาณปี 2526 ตอนนั้นผู้เขียนยังเป็นเด็กน้อยอยู่ เห็นฝนตกหนักๆ เเบบไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน ตื่นมาอีกทีน้ำท่วมขนาดหนัก เป็นอย่างนั้นอยู่หลายวัน ออกไปไหนไม่ได้ คุณพ่อของผู้เขียนต้องออกไปกับรถทหารที่เข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อออกไปซื้ออาหารเข้าบ้านมาให้ลูกๆ รับประทาน เป็นภาพติดตาจำฝังใจจนถึงทุกวันนี้
เเล้วก็เพิ่งจะเคยเห็นฝนตกมากมายอีกครั้ง เมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา ตกได้ยาวนานมากกว่า 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดเลย ที่ไหนเหรอคะ...ที่เกาะกูดค่ะ ฝนตกขนาดไปเที่ยวหรือออกจากห้องพักไปไหนไม่ได้ ผู้เขียนก็จำต้องหาอะไรมาคุยกับลูกๆ กันเบื่อเสียก่อน โดยสิ่งที่ลูกๆ ชอบให้เล่าให้ฟัง ก็คือเรื่องราวของอาหาร หรือขั้นตอนการทำอาหาร ครั้งนี้ถามเกี่ยวกับเรื่องเเฮม ว่าพาร์มาเเฮม กับเเฮมที่ใส่ในเเซนด์วิชนั้น มันต่างกันอย่างไร เพราะทั้งสองคนรับประทานพาร์มาเเฮมกันอย่างเอาเป็นเอาตายในตอนเช้า ที่ไลน์บุฟเฟต์ของโรงเเรม คงจะเก็บความสงสัยไว้ตามประสา
เลยเป็นไอเดียให้ผู้เขียนนำมาทำคอลัมน์ Mcuisine ฉบับนี้กันคะ สำหรับคนไทยเเฮมในความคิดของเราจะเป็นเเผ่นสี่เหลี่ยมหรือวงกลม เนื้อเนียนคล้ายๆ กับลูกชิ้น หรือฮอตด็อก ไส้กรอกที่เนียนๆ ขนาดยักษ์ เเล้วนำมาสไลซ์ให้เป็นเเผ่น ซึ่งเเฮมที่มีเนื้อเนียนๆ เป็นเเผ่นกลมๆ ที่ว่านี้ อันที่จริงเเล้วมีชื่อทางการค้าว่า โบโลนา เเล้วตกลงเเฮมมันเป็นอย่างไรกันเเน่ เเล้วมันมีกี่ชนิดกัน ชักจะสงสัย
ผู้เขียนเองก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องของ
“เเฮม” เกิดขึ้นอยู่เหมือนกันค่ะ ตอนที่ไปเรียนทำอาหารใหม่ เพิ่งจะเคยอยู่คนเดียว ซื้อกับข้าวคนเดียว เรื่องศัพท์เเสงภาษาอังกฤษที่ใช้ในอาหารยังไม่ประสา เกิดอยากซื้อเเฮมมาทำเเซนด์วิชรับประทาน เลยเดินไปถามพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ต ว่าจะซื้อเเฮม มันอยู่ตรงไหน พอเขาชี้ให้ดูเท่านั้น เป็นต้องตกใจ เพราะมันมีให้เลือกละลานตาไปหมด มีหลายชื่อด้วย เเต่ไม่มีไส้กรอกเเผ่นหรือโบโลนา ที่ตอนนั้นผู้เขียนเรียกอย่างคล่องปากว่า “เเฮม” กลับมีขาหมูขนาดยักษ์หลายขาเรียงรายให้ชี้เเล้ว พนักงานก็จะเอามีดไปเเล่ๆ หั่นๆ สไลซ์ๆ มาให้เราชิม ถ้าชอบก็บอกน้ำหนักไป ว่าจะซื้อเท่าไหร่ (คล้ายๆ กับเเผนกขายเเฮมตามห้างใหญ่ๆ บ้านเราตอนนี้ เเต่เมื่อ 10 กว่าปีที่เเล้ว บ้านเรามันไม่มีไงคะ ผู้เขียนก็เลยไม่รู้อะไรกับเขาเลย)เลยทำให้ผู้เขียนต้องไปเเอบอ่านหนังสือเรียนถึงเรื่องเเฮมในคืนนั้น เพราะอยากกินโบโลนา ใส่พริกขี้หนูเเซบๆ สไตล์ยี่ห้อหมูตัวเดียว เเบบที่บ้านเราขาย จะได้หาซื้อได้ถูก ว่าจริงๆ เเล้ว ฝรั่งเขาเรียกว่าอะไร
ได้ความว่า โดยเเท้จริงเเล้ว
“เเฮม” ไม่ได้มีหน้าตาเป็นก้อนหรือเเท่งสี่เหลี่ยม หรือวงกลมอย่างที่คุ้นตาเลย เเรกเริ่มเดิมที เเฮม คือ ขาหมูทั้งขา ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร เพื่อให้เก็บได้นานขึ้น ซึ่งจุดประสงค์ของการทำเเฮมก็เหมือนกับการถนอมอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ของสมัยก่อน เมื่อล้มสัตว์มาเเล้ว ไม่มีตู้เเช่เย็น จึงจำเป็นต้องลดความชื้นเพื่อให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ช้าลง วิธีที่จะลดความชื้นได้ จึงเเบ่งออกเป็นหลักๆ คือ ใช้เกลือ น้ำตาล เครื่องเทศต่างๆ ช่วยในการลดจุลินทรีย์เบื้องต้นไปก่อน เเล้วต่อด้วยความร้อนเเละอุณหภูมิมาทำให้น้ำระเหยไป เช่น การตากเเห้ง และการรมควัน ซึ่งการรมควันมีข้อดี ตรงลดจุลินทรีย์ที่ได้อีกด้วยจากสารในควันโดยมากเเล้วถ้าพูดถึงเเฮมจะมาจากส่วนของขาหมู เรื่อยมาตั้งเเต่สะโพกมาจรดปลายข้อเท้า เเละถ้าเป็นตามต้นตำรับเเล้ว จะระบุว่าเป็นเเฮมได้จะต้องเป็นส่วนสองขาหลังเท่านั้น ถึงจะมีปริมาณไขมันระหว่างหนังเเละเนื้อในปริมาณที่พอเหมาะ
กระบวนการทำเเฮมนั้น เริ่มเเรกหลังจากที่เเยกส่วนมาเป็นขา ทำความสะอาดเรียบร้อย ก็จะนำมาผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Brining ซึ่งถือเป็นขั้นเเรกของการลดจุลินทรีย์ โดยการหมักด้วยเกลือ น้ำตาลเเละเครื่องเทศ ในขั้นตอนนี้จะมีสัดส่วนการคำนวณตามน้ำหนักให้สัมพันธ์กับขนาดของขา นอกจากในการลดจุลินทรีย์เเล้ว ขั้นตอนการหมักนี้ ยังมีผลกับรสชาติเเละเนื้อสัมผัสโดยตรง
ไม่ว่าเเฮมชนิดไหนๆ ก็ขาดขั้นตอนการหมักไม่ได้ เพียงเเต่จะมีสูตรเเละเวลาในการหมักปรับเปลี่ยนกันออกไปตามชนิด เเละเเหล่งกำเนิดที่นิยมในตัวเเฮมนั้น หากเเฮมที่ไม่ผ่านการหมักหรือหมักมาน้อย สังเกตว่าเมื่อนำไปผ่านความร้อนต่อไป เนื้อสัมผัสจะค่อนข้างเเห้ง คล้ายกับการปรุงอาหารด้วยเนื้อหมูธรรมดา ไม่มีความยืดหยุ่นนุ่มนิ่มตามสไตล์เเฮมเลย
อีกขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้เเฮมนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวก็คือ ผ่านขั้นตอนการรมควันหรือไม่รมควัน เเน่นอนว่ากลิ่นรสเเละเนื้อสัมผัสของเเฮมก็จะต่างกันออกไปด้วย
อาทิตย์หน้าเราจะมาดูกันอย่างละเอียดเลยว่า ตกลงเเฮมมีกี่ชนิดกันเเน่







