
ยุติความรุนแรง ความเสมอภาคระหว่างชายหญิง เสียงสะท้อนจากเยาวชน
การชี้วัดอัตราสตรีสมรสที่มีอายุ 15-49 ปี ถูกสามีทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ประกอบกับมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่า ความรุนแรงระหว่างสามีภรรยาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
โดย...วราภรณ์ ภาพ... ปทุมพร ทองกิ่ง
การชี้วัดอัตราสตรีสมรสที่มีอายุ 15-49 ปี ถูกสามีทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ประกอบกับมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่า ความรุนแรงระหว่างสามีภรรยาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องภายในครอบครัวที่บุคคลอื่นไม่ควรยุ่งเกี่ยว รวมถึงการอบรมสั่งสอนว่าไม่ควรนำเรื่องภายในครอบครัวไปบอกให้คนอื่นรู้ อับอายและไม่กล้าบอกใคร ผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้ายมักถูกกล่าวโทษว่า ประพฤติตัวไม่ดี บกพร่องต่อหน้าที่ภรรยาและแม่บ้าน
หากข้อเท็จจริงพบว่า ผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกทำร้ายเป็นเพราะสามีติดสุรา สารเสพติด มีหญิงอื่น ไม่รับผิดชอบครอบครัว ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงในครอบครัวทำให้เกิดการบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตได้เช่นเดียวกับการถูกทำร้ายจากบุคคลอื่น และความรุนแรงในครอบครัวอาจเป็นสาเหตุของปัญหาสังคมได้
ปรับทัศนคติเยาวชนในวันนี้เพื่อวันหน้า
He for She เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชายเข้ามามีบทบาทและแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องสตรีจากความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ และการเลือกปฏิบัติเพื่อให้ทั้งสองเพศมีความเสมอภาคกัน
สำหรับประเทศไทยได้มีการรณรงค์โครงการนี้มา 2 ครั้งแล้ว แม้เป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้ชายเข้าใจสิทธิความเสมอภาคและเท่าเทียมกันระหว่างเพศหญิงและเพศชายอย่างท่องแท้ ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำปีละครั้งตั้งแต่ปี 2012 ที่ยูเอ็น วีเมน ร่วมกับ 4 องค์กร อย่างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice : TIJ) สถานทูตสวีเดน และองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ จัดให้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ภายใต้หัวข้อ “พลังคนรุ่นใหม่เพื่อโลกที่ทุกเพศเท่าเทียม” เพื่อช่วยกันส่งเสริมและร่วมรณรงค์ยุติการกระทำความรุนแรงในเด็กและสตรี
ในการรณรงค์นี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝังค่านิยม ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในหมู่เยาวชนในเรื่องความละเอียดอ่อนทางเพศภาวะ เจตคติ รวมทั้งประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุความต่างของเพศ และความไม่เสมอภาคระหว่างเพศยังดำรงอยู่ได้ในสังคม โดยหวังว่าการเสวนาในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจถึงมิติต่างๆ เช่น การเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิง และการได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสมในกระบวนการยุติธรรม บทบาทและโอกาสที่เท่าเทียมระหว่างหญิงชาย การยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง รวมทั้งบทบาทของนักเรียน
นายร้อยตำรวจเองในการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ทั้งในฐานะเยาวชนในปัจจุบัน และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในอนาคตด้วย
อันวา-ดาริน จัดฟอร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ยูเอ็น วีเมน กล่าวว่า ความเสมอภาคเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญและมีความแข็งแกร่ง เน้นการสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ เราต้องการส่งเสริมให้ทุกคนอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุข มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมระดับหมู่บ้าน ชาติ ในด้านการทำงาน โดยรับค่าตอบแทนเท่าเทียมกัน การครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งความเสมอภาคนี้มีประโยชน์กับมวลมนุษยชาติทั้งหมด เราอยากให้หญิงชายสามารถพัฒนาตัวเองได้เต็มศักยภาพทุกประการ อยากให้ผู้ชายมาร่วมลงนามสนับสนุนและเปลี่ยนเจตคติบางอย่าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเท่าเทียมทางเพศให้ได้
“ตอนนี้พวกคุณเป็นเยาวชนตำรวจ แต่ในอนาคตจะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะกลายเป็นผู้นำในอนาคต สามารถสร้างตัวอย่างให้คนอื่นปฏิบัติตามด้วย และนักเรียนในวันนี้จะกลายเป็นนายตำรวจที่อยู่ในกระบวนสอบสวนกรณีการกระทำผิดต่อเด็กและผู้หญิง เช่น คดีข่มขืน บางครั้งหากตำรวจไม่มีวิธีในการสอบสวนที่เข้าถึงความเป็นผู้หญิง ก็อาจทำให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อจิตใจ หรือความกลัวที่ผู้หญิงที่เมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ แล้วไม่กล้ามาแจ้งความ การจัดกิจกรรมตรงนี้จะทำให้นักเรียนตำรวจเข้าใจถึงความเป็นผู้หญิงที่มากขึ้น” อันวา กล่าว
“สิ่งแรกที่ยูเอ็น วีเมน ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง คือ หยุดการเลือกปฏิบัติ และส่งเสียงบอกทุกคนว่า หากเห็นใครทำก็ขอให้หยุด ถ้าหยุดไม่ได้แจ้งคนอื่นที่มีอำนาจมากกว่า ซึ่งทุกคนมีพลังอยู่ในตัว ถ้าทุกคนปฏิบัติก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ การมีผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในสำนักงานตำรวจ สำคัญเพราะผู้หญิงจะเข้าใจความรุนแรงต่อสตรี เพราะเข้าใจได้ลึกซึ้ง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนหญิงรุ่นต่อๆ ไปด้วย ซึ่งโครงการนี้รณรงค์กันแล้วทั่วโลก”
อันวา กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องแน่ใจว่าผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรง จะมีช่องทางการได้รับความช่วยเหลือ เช่น มีบ้านพักฉุกเฉินที่ปลอดภัย ในหลายๆ ประเทศการคุ้มครองโดยฉุกเฉินบางประเทศต้องรอคำสั่งศาล แต่บุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือบางครั้งก็รอไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีความพร้อมเพรียงในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ต้องไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล
ด้าน ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ในงานวิจัยทั่วโลก ถ้ามีพนักงานสอบสวนหญิงมากขึ้น จะทำให้ผู้หญิงกล้าออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองมากขึ้น คนที่จะทำรุนแรงส่วนใหญ่จะย่ามใจว่าสามารหลุดรอด เพราะผู้หญิงไม่กล้าออกมาเรียกร้องสิทธิ แต่ถ้าผู้หญิงกล้ามากขึ้นปรากฏจำนวนคดีการกระทำรุนแรงกลับน้อยลง ดังนั้นถ้าผู้หญิงเมื่อถูกกระทำควรออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง ในขณะที่ผู้ชายออกมาช่วยเรียกร้อง เพราะผู้หญิงก็ต้องได้รับการให้กำลังใจด้วย
“ผมคิดว่าพลังของเด็กรุ่นใหม่สำคัญ แต่หลายคนสงสัยว่าแล้วเยาวชนจะมีบทบาทอย่างไรในการทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งการมาปลูกฝังแนวความคิดความเท่าเทียมกันในเยาวชนเขาจะรับฟังมากกว่า เพราะเขายังไม่ถูกครอบงำด้วยเจตคติ ชายเป็นใหญ่ ซึ่งอาจหยั่งรากลึก ผมเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่จะช่วยฝ่าปราการก้าวเดินไปด้วยกันได้” ดร.กิตติพงษ์ เปิดเผย
ขณะที่ สตาฟฟาน แฮร์สตรัม เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย เผยว่า สวีเดนเป็นประเทศที่มีความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายค่อนข้างมาก ปัจจัยที่ทำให้สังคมสวีเดนเป็นสังคมที่เท่าเทียม เพราะมักเปิดเวทีให้คนสองเพศถกเถียงกันไปมา และท้าทายขนบธรรมเนียมเดิมๆ ซึ่งนักการเมืองและภาคเอกชนก็เริ่มเห็นว่า แรงงานหญิงจำเป็น จึงให้ความสำคัญกับแรงงานหญิงมาก และสังคมจะได้รับประโยชน์การความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย
ด้าน พล.ต.ต.มโนช ตันตระเธียร รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เสนอข้อคิดเห็นว่า หญิงชายต่างมีบทบาทในทุกๆ ด้านเหมือนๆ กัน ในการทำงานของตำรวจจำเป็นแค่ไหนในการเข้าใจความเท่าเทียมกันทางเพศ ในบางออฟฟิศฝ่ายชายอาจมีแนวความคิดเหยียดเพศเชิงประชดว่า ผู้ชายทำงานแล้วสู้ผู้หญิงไม่ได้ เจ้านายชอบผู้หญิงมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายบางคนต้องหันมามองตัวเองด้วยว่า มีความสามารถเท่าเทียมผู้ร่วมงานที่เป็นผู้หญิงหรือเปล่า
“ต้องมีการยอมรับ 2 ด้าน ชายต้องยอมรับหญิงที่อยู่ในหน้าที่ที่เสมอกัน ในขณะที่หญิงก็ต้องมีหน้าที่ของตัวเอง และเราต้องหันกลับมามองตนเองว่า เรามีคุณสมบัติที่ครบ ASK บวก T คือ มีความสามารถ มีสกิล ความรู้ บวก T คือ ต้องมียุทธวิธีในการทำงาน
อย่างตำรวจจะออกไปทำงานต้องมีทุกอย่างที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะหญิงหรือชายในตำแหน่งงานเดียวกัน และต้องยอมรับซึ่งกันและกัน ผู้ชายเองต้องยอมรับและตระหนักถึงคุณสมบัติของผู้หญิงที่สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยใจเป็นธรรม ไม่มีอคติ และต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่ามีอคติ ถ้ามีความคิดด้านลบก็ต้องปรับแอตติจูด คือ หญิงชายเท่าเทียมกัน ใครเก่งต้องยอมรับ และสร้างความตระหนัก รับรู้ และเข้าใจความแตกต่างทางเพศได้เช่นเดียวกัน”
พลังเสียงเยาวชนผู้เปลี่ยนโลก
ทูตโครงการสปีคอัพ สปีคเอาท์ ของ TIJ อรรถวิท วิจิตรพลยุทธ นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าในฐานะคนรุ่นใหม่ เราต้องทำลายอคติและการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งคนรุ่นใหม่ต้องเปิดรับ และให้คิดว่าเราจะทำได้บ้างในการส่งเสริมความเท่าเทียมในชายและหญิง ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ ร.ต.ท.หญิงฐานิดา มั่นกตัญญู และ ร.ต.ท.หญิงอภิชญา ปานพรม ที่ว่าพื้นฐานวัฒนธรรมไทยผู้หญิงมีบทบาทน้อย แค่มีหน้าที่ทำงานบ้านเฉยๆ
“แต่ปัจจุบันเราสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ มีผู้หญิงเป็นผู้นำครอบครัว เราทำงานในหลายสาขาอาชีพ และเป็นเรื่องดีที่หน่วยงานเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นผู้นำมากขึ้น และเราสามารถพัฒนาตนเองเพื่อให้ทัดเทียมกันระหว่างหญิงชายได้ ผู้หญิงก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับที่มากกว่าผู้ชาย และข้อดีของผู้หญิง คือ เรามีความละเอียดที่มากกว่า” ร.ต.ท.หญิงอภิชญา กล่าว
ร.ต.ท.ธนุส วิสุทธาภรณ์ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน กล่าวว่า เมื่อครั้งที่เขาเรียนปี 3 การเข้าอบรม He for She ทำให้เขาได้เห็นปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ถือเป็นปัญหาระดับต้นๆ ของประเทศ เพราะเป็นต้นตอของปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น ปัญหายาเสพติด
“เมื่อสังคมเกิดปัญหาความเท่าเทียมกันระหว่างพ่อแม่ ลูกโตมาก็จะเป็นปัญหาสังคมต่อไป หรือเด็กเห็นพ่อตีแม่เด็กเติบโตมาก็มีปัญหา เราต้องหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน แต่ผู้ชายที่ไปคิดว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สำหรับน้องๆ ตำรวจชายให้ลองคิดว่า ผู้ชายก็อาจโดนข่มขืนได้เหมือนกัน เราต้องมองว่าหญิงชายเด็ก หรือคนชราเท่ากัน และเวลาเกิดปัญหาข่มขืนอย่าเหมารวม อย่าตัดสินไปก่อนว่าผู้หญิงต้องแต่งตัวโป๊จึงโดนล่วงละเมิด เราอย่าตัดสินคนจากภายนอก หรือภรรยาโดนสามีทำร้ายเป็นเรื่องสมควรแล้ว ดังนั้นในฐานะตำรวจเราควรเปิดใจให้กว้าง และประเทศไทยจะพัฒนาได้ดีกว่านี้”







