"สยามสปอร์ต" โต้สมาคมฯยกเลิกสิทธิประโยชน์ไทยลีกไม่แฟร์
สยามสปอร์ต ซินดิเคต ชี้สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯยกเลิกการดูแลสิทธิ์ประโยชน์แบบไม่แฟร์
สยามสปอร์ต ซินดิเคต ชี้สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯยกเลิกการดูแลสิทธิ์ประโยชน์แบบไม่แฟร์
นาย อดิศัย วารินทร์ศิริกุล ประธานกรรมการบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต และ ดร.สรายุทธ มหวลีรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต ร่วมแถลงข่าว ชี้แจงกรณีที่สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯยุค “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นนายกสมาคมฯ ได้มีมติยกเลิกการดูแลสิทธิ์ประโยชน์ของ บริษัท สยามสปอร์ต ซึ่งสื่อกีฬายักษ์ใหญ่มองว่าโดนกระทำแบบไม่แฟร์
1.กรณีสยามสปอร์ตฯ มีลักษณะสัญญาผูกขาด
“ข้อนี้ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก 10 กว่าปีก่อน มีบริษัทเอกชนเข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฯ แต่สุดท้ายก็ได้ถอนออกไปเพราะประสบภาวะขาดทุน จากนั้นผู้บริหารสมาคมฯ สมัยนั้น ได้เข้ามาหารือกับ บ.สยามสปอร์ตฯ เพื่อขอให้เข้ามาช่วย ซึ่ง 5 ปีแรก สยามสปอร์ตฯ ต้องขาดทุน ก่อนจะมีการฟื้นตัวจนถึงปัจจุบันที่มีรายได้เข้ามามากมาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องการผูกขาด แต่เป็นเรื่องความสามารถที่สามารถจัดหาสปอร์นเซอร์มาได้และมีมูลค่าสุงขึ้นทุกปี”
2.กรณีสยามสปอร์ต ไม่มีการกำหนดค่าตอบแทนให้สมาคมฯ
“ไม่เป็นความจริง เพราะเราทำสัญญามีการระบุชัดเจนถึงการกำหนดค่าตอบแทน ในสัญญาระบุว่าทางสยามสปอร์ตฯ มีหน้าที่หารายได้และรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งที่เหลือจะแบ่งคนละครึ่งกับสมาคมฯ แต่หากขาดทุน บ.สยามสปอร์ตฯ จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเรารับได้ และยึดกติกาตามนั้นมาโดยตลอด”
3.สมาคมฟุตบอลฯ ไม่มีอิสระในการบริหารงาน
“ข้อนี้ยิ่งไม่เป็นความจริง ขอชี้แจงว่าการบริหารงานของสมาคมฯ แบ่งออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ 1.สมาคมฯ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย โดยมีสภากรรมการ เป็นผู้ร่วมทำงาน 2.บจก.ไทยพรีเมียร์ลีก หรือ ทีพีแอล มีหน้าที่จัดการแข่งขัน โดยมีบอร์ดบริหารเป็นผู้ร่วมทำงาน และ 3.บ.สยามสปอร์ตฯ มีหน้าที่ดูแลสิทธิประโยชน์ โดยมีคณะกรรมการฯ เป็นผู้ร่วมทำงาน ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานก็แบ่งงานกันชัดเจน ดังนั้นจึงอยากเรียนถามว่าไม่มีอิสระในการทำงานตรงไหน”
4.กรณีสมาคมฯไม่สามารถวางแผนงบประมาณได้ด้วยตัวเอง
“สมาคมฯ ฟุตบอลมีรายได้เป็นที่แน่ชัดหลายทีม อาทิ เงินสนับสนุนจาก ฟีฟ่า, เงินจากสปอร์นเซอร์ที่สมาคมฯ หามาเอง และส่วนแบ่งสิทธิประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่จำนวนเงินที่เยอะเท่าไหร่ โดยปกติก่อนเปิดลีก 3 หน่วยงานคือ สมาคมฯ, บจก.ไทยพรีเมียร์ลีก และ บ.สยามสปอร์ตฯ จะต้องมาคุยกันเรื่องรายรับ – รายจ่ายของแต่ละ ซึ่งระบุชัดเจนว่าแบ่งกันคนละครึ่ง เพราะฉะนั้นทั้ง 3 หน่วยงานจะทราบตัวเลขที่ชัดเจนตั้งแต่เดือน มี.ค. และสามารถนำไปวางแผนได้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงไม่เป็นความจริง”
นอกจากนี้ อดิศัย ยังกล่าวเสริมว่า บ.สยามสปอร์ตฯมีสัญญาในการเป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฯ ถึงปี 2560 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือการขอยกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการจากสมาคมฯ ดังนั้นหากมีหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงเมื่อไหร่ ก็จะดำเนินการตามสิทธิ์ที่พึงมี
“เราพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพราะเรามีหน้าที่พัฒนาวงการกีฬา นั่นคือแนวทางของเรา แต่เราก็ต้องการความเป็นธรรมเช่นกัน ซึ่งเรายอมรับว่าไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ได้ให้คุณสรายุธ มหาวลีรัตน์ ไปพูดคุยกับสมาคมฯ แล้ว และก็มีเอกสารสัญญาต่างๆ ชัดเจน แต่ไม่คิดว่าจะถูกยกเลิกสัญญาด้วยวิธีการผ่านสื่อฯ หากต้องการยกเลิกจริงเรารับได้ แต่ต้องให้เกียรติกันและให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย ส่วนการฟ้องร้องจะมีขึ้นหรือไม่ ยอมรับว่านั่นคือวิธีการสุดท้าย แต่เบื้องต้นหากมีหนังสือฯ มาเมื่อไหร่ ก็อยากจะใช้วิธีการพูดคุยกันก่อน เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้สามารถเจรจากันได้” อดิศัย กล่าว
ขณะที่ สรายุทธ มหวลีรัตน์ เผยรู้สึกเป็นห่วงบรรดาสปอร์นเซอร์ที่มีสัญญาและร่วมต่อสู้ ทั้งนี้เชื่อว่าการยกเลิกสัญญาฯ ที่ปรากฎออกมาตามสื่อฯ ไม่น่ามาจากการตัดสินใจของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เนื่องจากมีหนังสือแจกให้กับสื่อในทันทีหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภากรรมการ เมื่อ 7 มี.ค.
"จากที่เคยเข้าไปพูดคุยกับ พล.ต.อ.สมยศ ที่ผ่านมาถึง 4 ครั้ง เชื่อว่าท่านเป็นคนที่น่ารักและมีเหตุผล ทางสมาคมขออะไรมาทางเราให้ความร่วมมือทุกอย่าง ซึ่งแต่ละครั้งที่พูดคุยท่านก็บอกว่าไม่เคยทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเลย ยินดีและรับฟังปัญหาอย่างดี พร้อมรับคำชี้แจงจากเราและบอกว่าจะนำเรื่องที่พูดคุยไปหารือสภากรรมการ แต่คำแถลงที่ออกมาเมื่อวานมันผิดวิสัย จู่ๆมีการบอกยกเลิกสัญญาผ่านสื่อ แถมมีเอกสารแจกหลังประชุมทันที ผมคิดว่ามันไม่น่าเป็นการพูดไปพิมพ์ไป หรือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของท่านนะ" สรายุทธ เผย







