
กับสิ่งที่ซาอูล พยายามทำมาทั้งหมด
ผมมีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์สัญชาติฮังกาเรียน เรื่อง Son of Saul ที่เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม 2016
โดย..ตุลย์ จตุรภัทร ศศิธร จำปาเทศ
ผมมีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์สัญชาติฮังกาเรียน เรื่อง Son of Saul ที่เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม 2016 ไปเมื่อคืนวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามเวลาสหรัฐ (ก่อนหน้านี้ ภาพยนต์เรื่องนี้ก็ได้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม 2016 มาแล้วด้วยเช่นเดียวกัน) ณ โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง กับน้องสาวของผมคนหนึ่ง
ก่อนเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ได้บอกเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้น้องสาวของผมคนนี้ฟังว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ชาอูล ออสแลนเดอ (เกซา เรอห์ริก) ชาวยิวฮังกาเรียนที่ถูกทหารนาซีจับตัวไปอยู่ในค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ ซึ่งถือได้ว่าใหญ่และโหดร้ายป่าเถื่อนที่สุด โดยชาอูลได้รับคัดเลือกจากทหารนาซีโดยตรงให้ทำหน้าที่พิเศษ คือ Sonderkommando ผู้เก็บศพเพื่อนชาวยิวจากห้องรมควันแล้วนำไปเผา โดยชะตากรรมของกลุ่มยิวสิทธิพิเศษนี้ต้องจบลงอีก 3 เดือน นั่นคือการถูกนำไปกำจัดด้วยการรมควันเช่นกัน เพื่อรักษาความลับเอาไว้
หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ระหว่างที่เดินออกจากโรงภาพยนตร์ ผมกับน้องสาวของผมคนนี้ เราต่างถกเถียงกันในหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ขณะที่ชาอูลทำความสะอาดห้องรมควันอยู่นั้น เขาก็ได้พบศพเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาได้ขโมยศพนี้เก็บไว้ เพื่อที่เขาจะได้ตามหา แรบไบ บาทหลวงชาวยิว มาทำหน้าที่ฝังและจัดพิธีศพให้แก่เด็กชายคนนี้อย่างถูกต้อง ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เมื่อเขาจำต้องบอกเพื่อนร่วมชะตากรรมว่า ทำไมถึงเก็บศพเด็กคนนี้ไว้ เขาจึงบอกใครต่อใครว่า นี่คือลูกชายของเขา และเรื่องราวเริ่มทำให้คนดูเกิดข้อสงสัยว่า นี่คือลูกชายของเขาจริงหรือ หรือแท้ที่จริงซาอูลหลงคิดว่า ศพเด็กชายคนนี้คือลูกของเขากันแน่
แม้ความสนุกของเรื่องจะอยู่ที่การได้เฝ้าติดตามดูซาอูลทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาแรบไบให้พบเจอ ในขณะที่เพื่อน Sonderkommando ของเขาพยายามหลบหนีชะตากรรมนี้ไปให้ได้ แต่การได้ตั้งข้อสงสัยในประเด็นที่ผมกับน้องสาวคนนี้เราได้ถกเถียงกัน มันกลับสนุกกว่า ตรงที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้บอกเราโต้งๆ ว่าซาอูลเกิดอาการหลงคิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องราว มันโน้มนำให้เราเอนเอียงความคิดไปในทำนองนั้น นั่นคือ ประโยคชวนคนดูฉุกคิด เมื่อตัวละครหนึ่งพูดกับซาอูลว่า “นายไม่มีลูก อย่าเอาคนตายมาทำให้คนเป็นลำบาก” ซาอูลตอบกลับไปอย่างไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ว่า “เราก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว”
นอกจากนี้ ฉากจบยังทิ้งปริศนาไว้ว่า สรุปแล้วซาอูลมีลูกหรือไม่ สิ่งที่เขาพยายามทำทั้งหมดนั้นคืออะไรกันแน่ หรือเข้าข่ายโรคทางจิตที่คิดไปเองว่ามีลูก
แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบให้กับเรา แต่ทำให้ความสงสัยของเราวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเราแบบไม่จางหายไป เป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อคนดูได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Son of Saul ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมเรื่องเทคนิคการถ่ายทำฉากภายนอก โดยใช้แสงธรรมชาติ และไม่มีการจัดแสงเพิ่มเติม ถ่ายทำ 28 วัน ภาพส่วนใหญ่ในภาพยนตร์ถ่ายด้วยเทคนิคชัดตื้น เน้นความเด่นชัดของตัวละคร และเบลอฉากหลังที่ส่วนใหญ่เป็นฉากศพเปลือยเปล่าของชาวยิวที่กองพะเนินบนความผิดพลาดของความคิดของมนุษย์ด้วยกันเอง
อ้อ ลืมบอกไป เกซา เรอห์ริก ผู้รับบท ซาอูล เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักเขียน และกวี เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่ที่เขาได้รับคัดเลือกให้มาแสดงบทนำนี้ เป็นเพราะเขามีความเป็นโนบอดี้ และมีความเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญที่สุด เขามีพื้นฐานความรู้เรื่องศาสนายิวเป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ยิวนั่นเอง







