
กวิสรา ตีรณสาร เราต้องผ่านมันไปให้ได้
กว่าชีวิตจะผ่านมาถึงช่วงวัยเบญจเพสเช่นนี้ เธอก็เจอมรสุมชีวิตลูกใหญ่ที่เข้ามาท้าทายความกลัวความกล้า
โดย...อณุสรา ทองอุไร-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
สาวปิ่ณ-กวิสรา ตีรณสาร อายุ 25 ปี สาวน้อยหน้าคมเข้ม เธอจบปริญญาตรีจากคณะดุริยางคศาสตร์ สาขาดนตรีเชิงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนปริญญาโท จากคณะ MA Desing Management and Entrepreneuship จากมหาวิทยาลัย DE Montfort ประเทศอังกฤษ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร เธอเป็นนักร้องประสานเสียงของวงสวนพลู ของคุณดุษฎี พนมยงค์ ร้องเพลงประกอบโฆษณา แต่งทำนองให้กับเพลงโฆษณาอยู่หลายชิ้น เรียกว่าเป็นหญิงสาวที่มีอนาคตสดใส เรียนดีมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่แล้วโรคภัยก็มาเยือนเธอแบบไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัว
คงจริงที่มีผู้กล่าวไว้ว่าชีวิตคนเรานั้น บางครั้งหรือหลายครั้งก็มีบางสิ่งบางอย่างกระทบกระแทกจิตใจให้ต้องปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรง บางคนด้วยโรคภัยไข้เจ็บ บางคนด้วยการพลัดพราก บางคนด้วยความเกลียดชังและบางคนด้วยความรัก แต่สุดท้ายลำพังเพียงตัวเราเท่านั้นที่ต้องผ่านหรือแก้ไขเรื่องราวเหล่านั้นไปให้ได้ด้วยตนเอง สร้างกำลังใจให้กับตัวเองให้เหนือสิ่งอื่นใด
กว่าชีวิตจะผ่านมาถึงช่วงวัยเบญจเพสเช่นนี้ เธอก็เจอมรสุมชีวิตลูกใหญ่ที่เข้ามาท้าทายความกลัวความกล้า ความอดทนของเธอก่อนหน้านี้ด้วยวัยเพียง 21 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ชีวิตควรจะสดใสเริงร่ามีอนาคตที่สดใส เตรียมตัวจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ แต่แล้วชีวิตของเธอได้พบกับจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อคลำเจอก้อนซีสที่หน้าอกข้างขวาและเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก้อนซีสนั้นก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วจากก้อนขนาด 2 เซนติเมตร เป็น 5 เซนติเมตร เธอรีบไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งวินิจฉัยว่าเป็นซีส
เธอเล่าว่า น่าจะประมาณปี 2013 ช่วงจบปริญญาตรี ระหว่างรอรับปริญญา ตอนนั้นช่วงเมษาคุณย่าเสีย เธอก็เศร้าอยู่นานพอสมควร พอเดือนพฤษภาก็เริ่มมีก้อนขึ้นอยู่ฐานหน้าอกข้างขวาข้างเดียว คือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าเป็นประจำเดือนหน้าอกอาจจะคัดมันจะเป็นแบบนี้ แต่พอมันเริ่มเจ็บมากๆ ก็เลยไปหาหมอ ตอนนั้นก็แพลนไว้แล้วว่าเดือนกรกฎาจะไปเมืองนอก คือรับปริญญาเสร็จก็ไปเลย
เมื่อไปหาหมอแล้วหมอก็จับตรวจเลยและบอกว่าเป็นซีสธรรมดา คือหมอก็ไม่คิดว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมอะไรเลย หมอก็จับผ่าหน้าอกเลย ก็ผ่าเลยมันเป็นก้อนเนื้อประมาณ 4.5 เซนติเมตร เท่าลูกกอล์ฟเลยค่ะ แล้วเอาก้อนเนื้อไปตรวจดู เผื่อมันเป็นเนื้อร้าย ส่งไปตรวจที่สถาบันมะเร็ง ระหว่างที่รอผลตรวจมันก็ขึ้นมาใหม่ ผ่าตัดผ่านไป 2 อาทิตย์ขึ้นมาอีก 3 ก้อนที่จุดเดิม
“เราก็เริ่มใจไม่ดีกังวล ชักเอะใจหาข้อมูลทางกูเกิลก็รู้สึกไม่ดีล่ะ หมอก็เรียกให้ไปฟังผล หมอก็เปิดหนังสือค้างไว้หน้าหนึ่ง แล้วบอกไม่เคยเจอเคสนี้มาก่อนเลย หมอก็ไม่รู้ว่ามันคือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจนกระทั่งผลตรวจชิ้นเนื้อออกมา เขาจึงไปค้นตำรา (หัวเราะ) เราก็ย้ายโรงพยาบาลเลย ไม่เอาแล้วโรงพยาบาลนี้ ป้าทำงานที่สภากาชาด ก็ให้ย้ายไปที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ไปหาหมอเฉพาะทางดีกว่า เพราะหมอที่ผ่าตอนนั้นเป็นหมอศัลยกรรม ถ้าผ่าไม่ดีเชื้อมันจะลามได้ พอไปหาหมอที่จุฬาฯ หมอบอกว่าเชื้อมันไปไวมาก ก็เท่ากับเราผ่าฟรีทำให้หน้าอก 2 ข้างไม่เท่ากัน ถ้ารู้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแต่แรก ไม่ต้องผ่าหมอที่จุฬาฯ จะรักษาด้วยวิธีการอื่นเขาจะไม่ผ่าเพราะถ้าพลาดเชื้อจะลุกลามควบคุมยาก หมอจุฬาฯ เลยให้เข้าเครื่องเพ็ทสแกนก่อนแล้วตรวจดูว่ามันจะขึ้นที่อื่นอีกไหม ถ้าขึ้นจุดเดียว 6 เดือน-1 ปี ก็หายแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ถ้ามีมากกว่า 1 จุด มันจะลามไปที่อื่นได้”
เธอเล่าว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่หน้าอกนี่ผู้ชายก็เป็นบ้างเหมือนกัน ตอนไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็มีคนไข้ผู้ชายมารักษาด้วยแต่น้อยส่วนในกรณีของเธอนั้นก็เป็นส่วนน้อยเช่นกัน เพราะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่จะพบที่ขาหนีบ รักแร้ ที่มันเป็นจุดของต่อมน้ำเหลือง ของเธอเป็นระยะแรก ชนิด Non-Hodgkin’s หมอบอกว่าข้อดีของมะเร็งชนิดนี้คือรักษาให้หายได้ โดยเธอทำคีโมทันที โดยหมอใช้ยาแรงทันทีเพื่อให้เชื้อหายขาดพร้อมกับใช้กับซื้อยา Anti-Body เพิ่มด้วย ขบวนการรักษาเริ่มขึ้นทันทีและเป็นไปอย่างเข้มข้น ตลอดเวลาของการรักษาเธอพบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผมร่วง กินอะไรไม่ได้เลยได้แค่น้ำหวานเท่านั้น น้ำหนักลดลงทันที 10 กว่ากิโล จนเหลือเพียง 39 กิโลกรัม บางช่วงมีอาการแพ้ยาจนตัวเกร็งขยับเขยื้อนไม่ได้ชั่วคราว กระบวนการรักษาจบลงภายใน 3 เดือน ถือว่าเป็นเคสที่รักษาหายเร็วที่สุด โดยสามารถควบคุมโรคได้ แต่คุณหมอให้เฝ้ารอดูอาการอีกเกือบปี เธอถึงได้ไปเรียนต่อในปีถัดมา
กวิสรา เล่าว่าตั้งแต่วันที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง จนถึงการรักษาเสร็จสิ้น เธอบอกกับตัวเองเสมอว่าจะต้องหายจะต้องดีขึ้น เธอจะไม่ตายเธอจะสู้ให้ถึงที่สุด นอกจากจะได้กำลังใจจากคนรอบข้างครอบครัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องมีให้มากก็คือการให้กำลังใจตนเองอย่าท้อเด็ดขาดกำลังใจคือสิ่งสำคัญที่ต้องมีให้ตัวเองหมดอะไรหมดได้แต่อย่าหมดกำลังใจ ใครให้มาก็ไม่เท่ากับเราให้กำลังใจตนเอง สิ่งที่เสียดายคือเรื่องที่เธอไม่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศภายในระยะที่กำหนดไว้ต้องเสียเวลาไป 1 ปี
จริงๆ คิดว่ายังไงก็หาย ตอนที่หมอบอกให้ไปเพ็ทสแกนอีกครั้ง ก็คิดแล้วว่ามันต้องหายแล้ว คือมะเร็งมันก็ไม่ได้ทำอะไรให้เราเจ็บ มันก็อยู่ของมันตรงนั้น แต่มันเจ็บตอนรับคีโม ผมร่วงต้องรอผมขึ้นมายาวเกือบ 1 ปี
หลังจากรักษาเสร็จ 1 ปี หลังจากนั้นเธอก็ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อไปเรียนอยู่เพียงไม่กี่เดือน ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยบ้างอีกครั้ง เธอเล่าว่าไปเรียนต่อตอนปี 2014 ไปเดือน ก.ค. พอเดือน ธ.ค.ปิ่นก็เครียดมาก กับเรื่องเรียนหนักมาก การบ้านเยอะ เพราะว่าไม่ได้เรียนภาษามาประมาณ 5 ปีได้ ตอนนั้นต้องเขียนรายงานส่งสามพันคำค่ะ มีพรีเซนต์งานด้วย ช่วงก่อนเดือน ธ.ค.มันเป็นช่วงก่อนหยุดคริสต์มาสค่ะ พอเราส่งทุกอย่างเรียบร้อยภายในวันศุกร์ วันเสาร์ก็เริ่มมีอาการเลย คือปวดท้อง เธอคิดว่าคงเป็นไส้ติ่งมั้ง ตอนนั้นยังไม่ไปหาหมอ กินยาแก้ท้องอืดแก้ปวดท้องไปก่อน ผ่านไป 3-4 วัน ไม่หายเริ่มปวดท้องมาก เพื่อนจึงพาไปโรงพยาบาล บอกหมอว่าน่าจะเป็นไส้ติ่ง พอเจอหน้าหมอดันหายปวด
แต่คิดว่าไหนๆ มาแล้วตรวจไปเลยดีกว่า หมอจับเอกซเรย์ดูว่าเป็นอะไร พบว่าไส้ติ่งมันบวมก็จับผ่าเลย แล้วไปพบเลือดกระจายเต็มช่องท้อง ซึ่งหมอก็เดาไม่ถูกว่าเป็นอะไร สันนิษฐานว่าเป็นเมนส์แล้วมันย้อนกลับขึ้นมา เพราะเป็นประจำเดือนพอดี หรือไม่ก็มีซีสในท้องแล้วมันแตก สรุปผ่าไปแล้วจึงรู้ว่าไม่ใช่ไส้ติ่งแตก เป็นแค่ไส้ติ่งอักเสบ (หัวเราะ) ไม่ต้องผ่าก็ได้กินยาลดอักเสบก็พอมันไม่ได้แตกไม่ได้อะไร สรุปผ่าฟรีเสียเที่ยวอีกแล้ว สรุปนอนโรงพยาบาลอยู่ 3-4 วัน หลังจากนั้นหลายเดือนก็กลับมาตรวจภายในต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ว่าเป็นอะไรอีกหรือไม่ ก็ปกติอยู่จนเรียนจบปริญญาโทแล้วจึงกลับประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ ก็เรียนต่อจนจบอีกปีกว่า ก็มาตรวจไม่พบมีอะไรผิดปกติแต่ต้องติดตามผลทุก 6 เดือน
เหตุการณ์ที่ไม่ลืมทั้งสองครั้งนี้ เตือนสติเธอว่าอย่าประมาทในการใช้ชีวิต ไม่ใช่แก่แล้วถึงจะเจ็บป่วยอายุน้อยก็เจ็บป่วยปางตายได้ ต้องมีสติอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องคอยให้กำลังใจตัวเอง เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดต้องปักหลักสู้และมองโลกในแง่ดีให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ อย่าหมดกำลังใจรึท้อไปง่ายๆ
“นอกจากนั้นต้องดูแลจิตใจตัวเองให้หนักแน่นมองโลกในแง่ดีให้มากๆ เข้าไว้ เพราะอ่านเจอข้อมูลในกูเกิลบอกว่าคนที่เจ็บป่วยรุนแรงอย่างมะเร็ง รึอุบัติเหตุหนักๆ อย่างอื่น หลังจากหายป่วยแล้วบางช่วงอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ ปิ่ณจึงต้องพยายามดูแลจิตใจให้สดใสร่าเริงให้มากๆ เข้าไว้” เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม







