
เทคโนเวิลด์
สหรัฐพบกาแล็กซีห่างไกลจากโลกมากที่สุด
สหรัฐพบกาแล็กซีห่างไกลจากโลกมากที่สุด
ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลและแคลิฟอร์เนียในสหรัฐ รายงานต่อวารสารดาราศาสตร์ ดิ แอสโตรฟิสิคัล เจอร์นัล ว่าค้นพบกาแล็กซีจีเอ็น-แซด 11 ซึ่งเป็นกาแล็กซีที่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยมีระยะทางห่างจากโลกราว 1.34 หมื่นล้านปีแสง ทั้งนี้ การค้บพบกาแล็กซีดังกล่าวถูกค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลตั้งแต่ราว 2 ปีก่อน จากการสำรวจแสงขาวในห้วงอวกาศลึก ซึ่งจีเอ็น-แซด 11 มีทิศทางไปทางกลุ่มดาวหมีใหญ่ เบื้องต้นนักดาราศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า จีเอ็น-แซด 11 อยู่ห่างจากโลกราว 1.32 หมื่นล้านปีแสง นอกจากนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า จีเอ็น-แซด 11 เป็นกาแล็กซีที่ก่อตัวขึ้นหลังการระเบิดบิ๊กแบงเพียง 400 ล้านปี ซึ่งหากเปรียบเทียบขนาดจีเอ็น-แซด 11 กับกาแล็กซีอื่นๆ จะพบว่าจีเอ็น-แซด 11 มีขนาดเล็ก แต่ถ้าหากพิจารณาถึงอายุของจีเอ็น-แซด 11 แล้ว ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก สำหรับกาแล็กซีที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังการระเบิดบิ๊กแบงเพียงไม่นาน
นาซ่าพัฒนาเครื่องบินซูเปอร์โซนิกเสียงเงียบ
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) ระบุว่านาซ่าได้จ้างให้บริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน จำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 710 ล้านบาท) เป็นเวลา 17 เดือน ในการออกแบบเครื่องบินซูเปอร์โซนิก หรือเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง จากที่ปกติจะก่อให้เกิดเสียงโซนิกบูม คือเสียงดัง เช่น เสียงฟ้าร้อง ผลมาจากเครื่องบินเคลื่อนที่ผ่านอากาศเหนือศีรษะมนุษย์จากความเร็วสูงกว่าความเร็วของเสียงให้เป็นเครื่องบินซูเปอร์โซนิกที่มีการก่อเสียงเบา หรือโลว์บูม ที่เบากว่าเครื่องบินซูเปอร์โซนิกปกติ โดยความพยายามดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบินใหม่ของนาซ่า เพื่อสนับสนุนเครื่องบินในอนาคตให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันนาซ่ากำลังพยายามแก้ไขข้อห้ามของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ ที่ห้ามให้เครื่องบินความเร็วเหนือเสียงที่ก่อให้เกิดเสียงอึกทึก บินบนน่านฟ้าที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1973 เพื่อให้เครื่องบินซูเปอร์โซนิกบินบนน่านฟ้าได้ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงหรือซูเปอร์โซนิกที่เงียบขึ้นจะเสร็จสมบูรณ์อีกไม่นานนี้
ภาพถ่ายจากยานแอลอาร์โอชี้พื้นผิวดวงจันทร์เปลี่ยนแปลง
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) เผยแพร่ภาพถ่ายบนดวงจันทร์จากกล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งบนยานลูนาร์ รีคอนเนสซองซ์ ออร์บิเตอร์ หรือแอลอาร์โอ ยานสำรวจดวงจันทร์ ซึ่ง ทอม วัตเตอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของพิพิธภัณฑ์ยานบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับมาใหม่นี้บ่งชี้ว่า ดวงจันทร์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งจากเดิมนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า พื้นผิวดวงจันทร์มีสภาพภูมิประเทศคงที่และไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากนี้ภาพถ่ายจากดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าดวงจันทร์มีขนาดเล็กลง เนื่องจากแกนกลางที่เป็นของเหลวเริ่มเย็นตัวและหดตัวลง อีกทั้งยังเกิดรอยแยกบนพื้นผิวดวงจันทร์มากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของโลกด้วย อีกทั้งภาพบางส่วนยังเผยให้เห็นร่องรอยที่ดวงจันทร์ถูกอุกกาบาตชน โดยมีร่องรอยใหม่อายุไม่เกิน 500 ล้านปีที่แล้วจำนวนมากกว่า 200 จุด ซึ่งมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้ ด้าน วัตเตอร์ ระบุว่า ข้อมูลจากภาพเหล่านี้เป็นการค้นพบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงการที่จะส่งนักบินอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้งในอนาคต
อังกฤษค้นพบยีนทำให้ผมหงอกขาว
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอนของอังกฤษ เปิดเผยว่า ได้การค้นพบค้นพบยีนไออาร์เอฟ 4 ซึ่งเป็นยีนบนโครโมโซมคู่ที่ 6 ของมนุษย์ ที่มีบทบาทควบคุมการผลิตเม็ดสีเมลานิน ที่ทำให้เกิดสีผม สีผิว และสีของดวงตา ทั้งนี้ยีนไออาร์เอฟ 4 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ควบคุมการผลิตเม็ดสี ซึ่งการผลิตเม็ดสีจะหยุดลงเมื่อเข้าสู่วัยชรา ดังนั้นการค้นพบยีนไออาร์เอฟ 4 อาจเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีกำจัดผมขาวอย่างถาวรในอนาคต อย่างไรก็ตามนักวิจัยระบุว่า ไออาร์เอฟ 4 ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ควบคุมสีผมหงอกของมนุษย์ แต่อาจจะทำงานร่วมกับนีนส์อื่นๆ ด้วย รวมถึงอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมยังมีผลต่อการหงอกขาวของเส้นผมด้วย ทั้งนี้ การค้นพบดังกล่าวมาจากการตรวจวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมจากดีเอ็นเอของคนจำนวน 6,000 คน ที่มีหลายเชื้อชาติ เช่น ยุโรป แอฟริกัน และชนพื้นเมืองอเมริกัน นอกจากนี้ในการค้นพบดังกล่าวนักวิจัยยังพบยีนอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมรูปร่าง ความดกหนาของเส้นผม คิ้ว และหนวดเคราของมนุษย์ด้วยเช่นกัน







