
ยังมีดีอีกที่อรัญประเทศ
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนำเที่ยวอรัญฯ แค่เริ่มต้น และอย่างที่บอกไว้ครับว่าอรัญฯ ไม่ได้มีแค่โรงเกลือเท่านั้น ยังมีของดีอีกมาก
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนำเที่ยวอรัญฯ แค่เริ่มต้น และอย่างที่บอกไว้ครับว่าอรัญฯ ไม่ได้มีแค่โรงเกลือเท่านั้น ยังมีของดีอีกมาก
เรื่อง...สุธน สุขพิศิษฐ์
หลังจากที่กินข้าวต้มญวนที่ร้านเจ๊ยึกในตัวเมืองอรัญฯ แล้ว ก็จำได้ว่าแถวละแวกเมืองอรัญฯ มีโบราณสถานศิลปะเขมรหลายแห่ง ที่ใกล้ที่สุดมีปราสาทเขาน้อยสีชมพู ห่างตัวเมืองแค่ 11 กิโลเมตร ปราสาทเขาน้อยสีชมพูนั้นตั้งอยู่บนยอดเขาน้อยซึ่งไม่สูงมากนัก แต่ถ้าเดินขึ้นก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน ตอนนี้สบายมากมีทางให้รถขึ้นได้ครึ่งทาง มีที่จอดรถเรียบร้อย หลังจากนั้นต้องเดินต่อขึ้นบันไดขั้นสั้นๆ ขึ้นไป ไม่เหนื่อยเพราะมีต้นไม้สูงใหญ่ร่มไปตลอดทางขึ้น ผมนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นต้นไม้สูงใหญ่อย่างที่นี่อีกแล้ว สมัยนานมาแล้วที่ผมลุยป่าดูโบราณสถานเขมรจะเจอแต่ต้นไม้สูงใหญ่ขนาดแดดส่องพื้นไม่ทั่วเป็นส่วนใหญ่ และหลังๆ ไม่เคยเจอต้นไม้อย่างนี้อีกเลย ฉะนั้นแค่ต้นไม้ที่นี่ก็ปลื้มแล้ว
จุดสูงสุดของเขาน้อยเป็นที่ตั้งปราสาทขนาดเล็กกะทัดรัด องค์ปราสาทนั้นก่ออิฐแต่ไม่ถือปูน คือไม่มีปูนสอตรงระหว่างแนวรอยต่อระหว่างอิฐ ซึ่งจะเหมือนกับองค์ปราสาทเมืองต่ำ บุรีรัมย์ ก็ยังสงสัยว่าเขาทำอย่างไรที่ทำให้อิฐยึดติดกัน ผมเคยดูการก่ออิฐแบบนี้ที่บาหลี แต่ที่นั่นเขาฉาบปูนยึดซ่อนไว้ด้านหลัง ฉะนั้นปราสาทอิฐไม่ถือปูนแบบนี้เป็นที่อัศจรรย์และยังเป็นความลับเคลือบแคลงอยู่
ปราสาทเขาน้อยสีชมพูนี้เก่าแก่ที่สุดในขบวนปราสาททั้งหลายที่อยู่ในเมืองไทย เรียกว่าเป็นศิลปะเขมรยุค “สมโบร์ไพรกุก” ซึ่งอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งจารึกที่นี่ระบุปีของการเกิดขึ้นของปราสาทแห่งนี้ว่า เกิดขึ้นในปี 1180 สำหรับทับหลังของศิลปะเขมรยุคนี้จะเป็นลวดลายเหมือนช่อพวงมาลัยโค้งอยู่ในกรอบ สวยและหายาก นักโบราณคดีถ้าจะเปรียบเทียบยุคสมัยศิลปะเขมรที่เก่าแก่สมัยสมโบร์ไพรกุกต้องดูที่นี่ครับ
ตัวเขาน้อยนี้ห่างจากชายแดนเขมรเพียงแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้น มีคลองเล็กคั่นเป็นเขตระหว่างแดน มีสะพานเล็กๆ ข้าม ฝั่งเขมรเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชาวบ้านฝั่งนั้นจะเข้ามารับจ้างเป็นคนงานปลูกมันสำปะหลังบ้าง อ้อยบ้าง บางทีก็เอากล้วยไม้ป่าติดไม้ติดมือมาขาย ฝั่งไทยไม่มีหมู่บ้าน มีแต่ฐานทหารพราน และจะไม่ยอมให้คนไทยข้ามไปฝั่งเขมร
ดูปราสาทเสร็จก็ย้อนเข้ามาในตัวเมือง เช็กเอาต์ที่พักเสร็จก็กะว่าจะออกจากอรัญประเทศไปเที่ยวต่อ แต่ก่อนที่จะไปก็ต้องกินอาหารญวนอีกมื้อเป็นอนุสรณ์ว่ามาเมืองคนญวนแล้วต้องกินอาหารญวนเสียให้ราบคาบ เลือกร้านเจ๊ต๋าม ตามคำร่ำลือว่าใครมาอรัญฯ ต้องกินที่นี่ ตรงที่จอดรถมีป้ายเขียนโชว์ชื่อรายการทาง TV ที่มากันทุกช่อง ยกเว้นช่อง Animal Planet ในร้านคนแน่นจนหลากหลามครับ ผมสั่งสูตรสำเร็จของอาหารญวนก็มีแหนมเนือง ขนมเบื้องญวน ข้าวเกรียบปากหม้อญวน ทอดมันญวน ทั้งหมดอร่อยและมีดีตรงที่น้ำจิ้มมาให้นั้นมีหลายอย่าง น้ำจิ้มแหนมเนืองนั้นมีเปรี้ยวน้ำสับปะรด ส่วนลูกชิ้นหมูสำหรับแหนมเนืองนั้นผมว่าบดละเอียดเหมือนลูกชิ้นมากไปหน่อย ก็คงใช้เครื่องบด ผมชอบแบบที่บดมาพอประมาณ หยาบนิดๆ ซึ่งสมัยก่อนจริงๆ เขาใช้ทุบหรือตำด้วยมือ จึงมีทั้งละเอียดปนหยาบคละเคล้ากันไป
ออกจากอรัญฯ จะไปเที่ยวต่อจันทบุรี ใช้เส้นทางเขาฉกรรจ์ จะผ่านวังน้ำเย็น แล้วเข้าเขตจันทบุรีที่เขาสอยดาว ระยะทางตามแผนที่แค่ 150 กว่ากิโลเมตรเอง
อ.วังน้ำเย็น ที่เป็นอำเภอหนึ่งของสระแก้วนั้น ผมว่าใหญ่โตกว่าตัวจังหวัดเสียอีก ทั้งโชว์รูมรถยนต์และธนาคารก็มากกว่าสระแก้ว ก็ที่นี่เองเป็นถิ่นอิทธิพลเจ้าพ่อวังน้ำเย็น ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่รวยได้อย่างไร ขนาดมีเทียนเป็นทองคิดดูเอาก็แล้วกัน
เส้นทางนี้เย็นตาด้วยต้นไม้ครับ สมบูรณ์จริงๆ ยิ่งเข้าเขตเขาสอยดาวนั้นยิ่งน่าดู ทั้งความหลากหลายด้วยสวนผลไม้ ต้นไม้นานาพันธุ์ แล้วยังมีความสูงต่ำของพื้นที่ ถนนก็โค้งไปมาพอประมาณ แต่ก็มีฝนโปรยปรายหนักบ้างเบาบ้างตลอดทางครับ ระยะทางที่คิดว่า 100 กว่ากิโลเมตรนั้น น่าจะขับรถได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าวิ่งถึง 3 ชั่วโมงกว่า
ผมออกจากเขาสอยดาวก็ทะลุมาถึงถนนสุขุมวิท เกิดมันค่อนไปทางแหลมสิงห์ ในความตั้งใจของผมจะไปอยู่ที่หาดเจ้าหลาว ซึ่งต้องตีย้อนกลับไปทางจันทบุรี คนข้างทางแนะนำให้เข้าแหลมสิงห์แล้วเลาะริมทะเลไปเจ้าหลาวจะดีกว่า
ก็เข้าทางที่ว่านั้น ผ่านทางเข้าเกาะเปริด ซึ่งที่นั่นเมื่อสมัยสงครามเวียดนามเคยใช้เป็นที่กักกันผู้อพยพชาวเวียดนามที่หนีสงครามมาทางเรือ ที่เรียกว่าเรือมนุษย์นั่นเอง นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดอยู่เสมอว่า ชาวเวียดนามนั้นเกิดมาก็เจอแต่สงครามและระเหเร่ร่อนไม่หยุดหย่อน เป็นชาวชาติพันธุ์ที่ต้องต่อสู้และน่าเห็นใจที่สุด
ผมเข้าไปถึงแหลมสิงห์ เข้าไปถามทางที่ป้อมตำรวจ ซึ่งท่านจ่าตำรวจก็แนะนำอย่างดีว่า ข้ามสะพานจากแหลมสิงห์ไปเจ้าหลาวได้เลย เมื่อก่อนจากจุดนี้จะไปเจ้าหลาวต้องอ้อมไปทางถนนสุขุมวิทก่อนซึ่งไกลมาก สะพานที่ตัดตรงนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง
ผมถามทางจากท่านจ่าตำรวจแล้วก็เลยขอเข้าห้องน้ำเสียด้วย พอเดินเข้าในป้อมเจอของดีเข้าจังเบอร์ เป็นไห 4 หูของโบราณครับ มีเพรียงทะเลเกาะเต็ม เจ้าไหหรือเครื่องปั้นดินเผาประเภทนี้แหละ ที่ไทยในสมัยสุโขทัยผลิตเป็นอุตสาหกรรมที่เรียกว่าเครื่องสังคโลกแล้วส่งออกมาขายทางหัวเมืองริมทะเล บางทีก็ไปไกลถึงเมืองแขกโน่น แล้วเรือที่บรรทุกที่เป็นเรือใบนั้นไปถึงจุดหมายบ้าง จมเพราะคลื่นลมบ้าง มีเรือใหญ่ลำหนึ่งจมตรงกลางระหว่างสัตหีบกับประจวบคีรีขันธ์ คนไทยไม่รู้ และออสเตรเลียรู้ เอาเรือขนาดใหญ่มามีเครื่องกู้สมบัติใต้ทะเลมาพร้อม งมจากทะเลขึ้นมาจนเกลี้ยง นับจำนวนได้เป็นพันๆ ใบ ดีว่าเรือชาวประมงแถวนั้นเห็นผิดสังเกตแจ้งทหารเรือ ทหารเรือเอากรมศิลปากรไปตรวจและยึดได้หมด ออสเตรเลียหาว่าไทยปล้นสมบัติเขา โดยอ้างว่าเป็นทะเลสากล ครั้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมไปเห็นมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลย จำเครื่องปั้นดินเผา หรือไห 4 หูแบบนี้ได้
ใบที่เห็นที่ป้อมตำรวจนั้นสวยขนาดน้ำลายหยดเลย ได้ความว่าเรือประมงไปจับปลาแถวอินโดนีเซียแล้วมันติดอวนมา แล้วเอามาให้ท่านจ่านี่แหละ ผมยังคุยกับท่านจ่าเลยว่าเบื่อเมื่อไหร่บอกนะ
ผมวิ่งมาตามทางที่ว่า ถนนไม่ค่อยดี อีกอย่างหนึ่งฝนตกมองอะไรไม่ค่อยเห็น แต่ก็คลำทางไปหาที่พักจนได้ นี่ก็คงต้องต่อครั้งหน้าอีกแล้ว ที่จันทบุรีนี่ก็มีดีอีกเยอะอีกที่หนึ่งครับ







