
ข้าวโพด เงิน ความโลภ ตัวการทำลายล้างป่าภาคเหนือให้พินาศ (2)
.....ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
การตักตวงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากป่าใหญ่ ซึ่งหดตัวลงเหลือน้อยนิดยังคงดำเนินไป ขบวนการลักลอบตัดนำไม้หอมออกจากป่ายังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พวกนี้อาศัยมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ ในการนำท่อนไม้หอมออกจากป่าในยามค่ำคืนดึกดื่น ในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านจะออกป่าหาเห็ดกันแต่ตีสามตีสี่เพื่อชิงตัดหน้ากัน
พวกนี้ชอบเข้าไปหาเห็ดใต้ป่าก่อ ซึ่งเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ในฤดูแล้งใบแก่ของต้นก่อจะร่วงหล่นมาทับถมกัน ครั้นเกิดไฟป่าก็จะเผาไหม้ใบก่อบางส่วนกลายเป็นขี้เถ้า เป็นเชื้อให้เห็ดรางอกขึ้นมาหลายชนิด แต่การบุกรุกทำลายป่าที่เหลืออยู่น้อยกลับเป็นที่ชื่นชอบ ไม่เฉพาะแต่ชาวไร่ข้าวโพด แต่รวมถึงอีกหลายคนที่มีอานิสงส์ได้รับประโยชน์จากไม้ในป่าดังกล่าว
นับได้ตั้งแต่การนำไม้เข้าแปรรูปในป่าเวลาค่ำมืด อาจมีเจ้าหน้าที่บางคนที่ทุจริต อาจเป็นผู้ค้าไม้แปรรูปซึ่งเหลือร่องรอยไว้ให้เราเห็นเป็นกองไม้ที่คอยเวลาผุพังไปเองอย่างน่าเสียดาย ใกล้ทางหลวงยังเห็นกองไม้ซุงขนาดใหญ่นับสิบนับร้อยท่อนรอการขนส่งไปประมูลที่จังหวัดหรือที่เขตป่าไม้ใดก็ไม่ทราบได้ ไม้ซุงเหล่านี้หลังจากถูกจับมาแล้ว อาจถูกปล่อยให้ผุพังอยู่เช่นนี้
การบุกรุกทำลายป่าอีกรูปแบบหนึ่งก็คือขบวนการเผาถ่าน แม้เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมันและก๊าซก็ตาม แต่การตัดไม้ทำลายป่านำไม้ที่ได้จากการตัดโค่นและแปรรูปเป็นไม้เสาหรือไม้กระดานแล้ว ส่วนที่เหลือจะรีบร้อนใส่เตาเผาถ่าน การเผาถ่านนี้มักทำกันในบริเวณป่านั่นเอง เมื่อเผาเสร็จก็จะบรรจุใส่กระสอบออกจำหน่าย ส่วนใหญ่ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงจะเป็นลูกค้า เนื่องจากแทบทุกครัวเรือนมีความจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ด้วย นอกเหนือจากเตาไฟฟ้าและเตาแก๊ส
ปัจจุบันมีการวางขายถ่านบรรจุกระสอบในบริเวณข้างถนนหลวงอย่างเปิดเผยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามถนนใหญ่ในภาคอีสานแทบทุกเส้นทาง ขบวนการเผาถ่านนับเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก หากทางการป่าไม้ของเราไม่มีความตั้งใจจริง เราไม่เคยเห็นการสนับสนุน การส่งเสริมให้ราษฎรได้ปลูกไม้ต้นที่เหมาะสมแก่การตัดโค่นทำฟืนเผาถ่านกัน
ทั้งๆ ที่มีความเป็นไปได้สูง หากกรมป่าไม้จะทำโครงการดังกล่าว ก็จะลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเผาถ่านลงได้มาก ผู้เขียนกล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะมีเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของสวนลิ้นจี่หลายร้อยไร่ ทุกปีเขาจะต้องตัดแต่งกิ่งลง แทนที่จะทิ้งกิ่งเล็กกิ่งใหญ่ของลิ้นจี่ เขากลับนำไปเผาถ่านบรรจุกระสอบขาย กระสอบละเกือบ 200 บาท นับเป็นรายได้งามพอจะกลับไปใช้เป็นค่าจ้างตัดแต่งและเก็บเกี่ยวผลลิ้นจี่เลยทีเดียว
ป่าไม้ท้องที่เองก็ถูกร้องเรียนจากชาวไร่ข้าวโพดและชาวบ้านว่า เหตุใดจึงไม่จับกุมนักค้าถ่านรายนี้ ผู้อ่านคงทราบคำตอบอยู่แล้วด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงกล้าพูดว่าการปลูกป่าเพื่อใช้ประโยชน์จากไม้ฟืนและการเผาถ่านนั้น เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง อยู่ที่ฝ่ายข้าราชการกรมกองที่เกี่ยวข้องจะสะดุ้งตื่นหรือไม่เท่านั้นเอง
ดร.สง่า สรรพศรี นักวิชาการป่าไม้ของไทยผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยเขียนเอาไว้ว่า
“ขบวนการเผาถ่านนี้นับว่ามีผลในการสร้างความจนให้ประเทศในที่สุด ปัญหานี้อาจหาทางแก้ไขได้โดยจัดให้มีการเผาถ่านเฉพาะในป่าชายเลน โดยลดอัตราการส่งถ่านไม้โกงกางออกไปต่างประเทศ แล้วหันมาระงับการเผาถ่านจากป่าธรรมชาติในภาคอีสาน และอนุญาตให้ใช้ฟืนเพื่อหุงต้มได้ อีกทั้งเร่งรัดการปลูกไม้ตามหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นไม้ฟืนและถ่านในโอกาสต่อไป”เราจะแก้ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำลำธารในภาคเหนือเพื่อปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด กะหล่ำปลีได้ โดยเจ้าของบริษัทใหญ่ที่ส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ ได้เห็นแก่ความสำคัญของป่าไม้ต้นน้ำ หันมาวางแผนให้เกษตรกรทำวนเกษตร โดยปลูกต้นไม้ใหญ่ควบคู่ไปกับการทำไร่ข้าวโพดพืชผัก ฯลฯ และให้การสนับสนุนหน่วยงานป่าไม้ต้นน้ำของชาติ เพื่อการเกษตรแบบยั่งยืนจะไม่ดีกว่าหรือครับ







