
ความล้ำหน้าที่งดงาม
ผมมีโอกาสได้เดินทางไปยังดินแดนอารยธรรมประเทศเมียนมามากกว่า 15 ครั้ง
โดย...หมอมุ่ยหูทิพย์
ผมมีโอกาสได้เดินทางไปยังดินแดนอารยธรรมประเทศเมียนมามากกว่า 15 ครั้ง ผมได้ค้นพบว่าประเทศเมียนมามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีหลักธรรม มีพระวินัยที่ไม่เหมือนกับประเทศไทย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้วต้องบอกว่าประเทศไทยต่างหากที่ไม่เหมือนกับประเทศเมียนมา และอาจจะไม่เหมือนกับทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลก พระพุทธองค์ทรงบัญญัติหน้าที่ของพระสงฆ์ไว้ว่า การปฏิบัติกิจใดๆ ก็ตาม ต้องไม่ละเลยการประพฤติในส่วนที่เรียกว่า “พรหมจรรย์” ซึ่งเป็นความประพฤติเพื่อความประเสริฐ เพื่อบรรลุถึงความสิ้นกิเลส โดยประพฤติให้เป็นไปตามพุทธบัญญัติ เป็นไปตามพระธรรมวินัย ซึ่งในส่วนนี้ พระสงฆ์ในประเทศเมียนมาถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด และมุ่งเน้นไปที่แก่นแท้ ไม่ประยุกต์หรือปรุงแต่งให้เกิดการบิดเบือน จนทำให้หลักพระวินัยหรือหน้าที่หลักของพระสงฆ์ในประเทศเมียนมามีแบบปฏิบัติแบบเดียวกัน และสอดคล้องกับการปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าสอนอะไรมา
พระสงฆ์ในประเทศเมียนมาก็นำสิ่งนั้นมาประพฤติปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ ผมยังเคยได้มีโอกาสเข้าพบผู้อำนวยการพระสงฆ์ของเมียนมา ซึ่งท่านได้บอกเล่าให้ผมฟังว่า ประเทศเมียนมาได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ใช่เป็นเพียงการชำระล้าง หรือการนำพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติเพียงเท่านั้น แต่การสังคายนาพระไตรปิฎกได้สร้างความสันติสุขให้กับมวลหมู่คณะสงฆ์ สิ่งนี้ถือเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่ผมมองว่าการที่มวลหมู่คณะสงฆ์จะปฏิรูปตัวเองให้เป็นไปตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องมีสิ่งสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ หน้าที่ในการศึกษาธรรม หน้าที่ในการปฏิบัติธรรม หน้าที่ในการเผยแผ่ธรรม และหน้าที่ในการรักษาธรรม
หากมองในหน้าที่ของพระสหปงฆ์ที่กระทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เมื่อพระสงฆ์ดำรงชีพด้วยการอาศัยก้อนข้าวชาวบ้านแล้ว พระสงฆ์ย่อมจะอำนวยประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านเป็นการตอบแทน ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นแบบอย่าง และเสนอแนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่บุคคล ชุมชน ข้อธรรมจึงเป็นประโยชน์แก่สังคม การกระทำที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง คือการครองศีล โดยไม่ล่วงศีลจนเกิดความด่างพร้อยนั่นเอง
เมื่อมองกลับมาที่พระสงฆ์ในประเทศไทย ผมเป็นผู้หนึ่งที่เห็นถึงความสำคัญของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบัน เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในทางการเมือง นั่นคือการแนะนำสั่งสอนธรรมเกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะการแสดงหลักการปกครองที่ดีงาม ชอบธรรม และเป็นธรรม สอนให้นักการเมืองหรือผู้ปกครองเป็นนักการเมืองหรือผู้ปกครองที่ดีมีคุณธรรม ดำเนินกิจกรรมการเมืองและปกครองโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของผู้อยู่ใต้ปกครอง มิใช่ตั้งคณะสงฆ์มาเรียกร้องทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตนจนกลายเป็นความบิดเบือน ความไม่เหมาะสม หรือความไม่สมควรแก่สมณเพศ ในการแสดงบทบาทดังกล่าวต้องมุ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชน มิใช่เพื่อมุ่งให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว แก่บุคคล กลุ่มคน หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ในประวัติศาสตร์ได้มีพระสงฆ์เข้าไปมีบทบาทในทางการเมือง เพื่อให้ความคิดและเป็นสื่อกลางระหว่าง “หลักการ” กับ “วิธีการ” เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข ดังตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าได้เข้าไประงับข้อพิพาทไขน้ำเข้านาของพระญาติทั้งสองฝ่าย นั่นคือ ฝ่ายศากยวงศ์ซึ่งเป็นฝ่ายพระบิดา และฝ่ายโกลิยวงศ์ซึ่งเป็นฝ่ายพระมารดา พระพุทธเจ้าทรงสอบสวนไต่ถามถึงที่มาของเรื่อง และทรงให้ข้อคิดแก่บรรดาพระญาติ ดังนี้
“มหาบพิตร ทะเลาะด้วยเรื่องอะไรกัน”
“พวกข้าพระองค์ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”
“แล้วใครจักทราบเล่า”
บรรดาพระญาติจึงสอบถามไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วกราบทูลว่า “ทะเลาะกันเพราะน้ำ พระเจ้าข้า”
“น้ำมีราคาเท่าไร มหาบพิตร”
“มีราคาน้อย พระเจ้าข้า”
“กษัตริย์ทั้งหลายมีราคาเท่าไร มหาบพิตร”
“ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์ทั้งหลายประเมินค่ามิได้ พระเจ้าข้า”
“การที่พวกท่านทำให้กษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้ให้ฉิบหาย เพราะเหตุแห่งน้ำที่มีค่าเพียงเล็กน้อย สมควรแล้วหรือ”
ถึงตรงนี้ ผมคงจะไม่นำพระพุทธศาสนาของไทยมาเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนาของเมียนมาอย่างแน่นอน แต่อยากให้ผู้อ่านได้ลองมองไปที่ประเทศเมียนมา แล้วคุณจะพบว่าพระพุทธศาสนาในเมียนมาล้ำหน้ากว่าไทย เพราะมีพระวินัยที่เข้มแข็ง ไม่มีเรื่องวัตถุมงคล ความงมงาย แม้จะอยู่ในการปกครองของรัฐบาลทหารเฉกเช่นกัน







