
2,500 ปีต่อมา
ครั้งหนึ่งระหว่างที่เรียนอยู่ที่เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนชาวญี่ปุ่นถามผมว่า “ศาสนาพุทธของไทยกับของเขาต่างกันยังไง”
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
ครั้งหนึ่งระหว่างที่เรียนอยู่ที่เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนชาวญี่ปุ่นถามผมว่า “ศาสนาพุทธของไทยกับของเขาต่างกันยังไง” เพราะเขาเองก็เรียกตัวเองว่า “Buddhist” เหมือนกัน ด้วยความที่ผมโดดเรียนวิชาพุทธศาสนาแทบตลอด ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงน้อยนิดเทียบกับเด็กอนุบาล ไม่รู้จะหาคำตอบจากที่ไหนเลยตอบส่งๆ ไปว่า “พระไทยใส่จีวรสีเหลือง ส่วนพระญี่ปุ่นใส่จีวรสีดำ” เราทั้งคู่มองหน้ากันแลัวก็หัวเราะเพราะต่างคนก็ต่างไม่รู้ไปต่อยังไง
ย้อนนึกกลับไปถึงตอนนั้นกลับรู้สึกถึงความไร้เดียงสาของตัวเอง ผมเกิดมาในครอบครัวจีนที่พุทธจ๋า ซึ่งศาสนาพุทธในความเชื่อของผมสมัยที่ยังนับถืออยู่นั้นยังคงขาวสะอาดไร้มลทินและน่าเลื่อมใส แม้ว่ามันหลอมรวมยึดแน่นไปกับความเชื่อที่หลากหลายของท้องถิ่นภาคเหนือติดชายแดนทางเมียนมา ร่วมด้วยช่วยกันกับความขลังของไสยศาสตร์ที่มีป้ายติดว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” พ่วงด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแหล่ติดตามมากับเรือของอากงจากประเทศจีน คือเอาเข้าจริงๆ แล้ว “ศาสนาพุทธ” ของผมในเวลานั้นมันผสมผสานปนเปจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นอันไหน บางพิธีกรรมก็เหมารวมๆ ไม่รู้ว่าไหว้ใครหรือเฉลิมฉลองหมายเหตุสำคัญอะไร แต่ที่จำได้แน่ๆ คือเมื่อผมเป็นเด็กชอบไปวัด เพราะรู้สึกว่ามันร่มรื่นและเงียบสงบดี เวลาเจอหลวงพี่หรือเจ้าอาวาสก็นั่งพูดคุยสนทนากันคล้ายเป็นญาติผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย วันหยุดสุดสัปดาห์ไม่รู้ไปไหนก็ชวนเพื่อนไปวิ่งเล่นกันในบริเวณวัดก็บ่อยครั้ง ช่วงวันสำคัญทางศาสนาก็ไปทำบุญเข้าวัดฟังเทศน์ ได้เจอเพื่อนเจอญาติมีช่วงเวลาดีๆ น่าจดจำมากมาย ไม่แปลกใจที่วัดในสมัยก่อนเป็นศูนย์รวมของสังคมชนบทอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญที่สุดผมรู้สึกตอนนั้นคือทุกครั้งที่เข้าวัดผมรู้สึกว่าจิตใจตัวเอง “สะอาด” ขึ้นโดยอัตโนมัติ ฟังดูตลกดีแต่มันเป็นความคิดแบบเด็กๆ ที่ยังจำได้ฝังใจ
ไม่รู้ว่าโชคชะตาเล่นตลกหรือว่ายังไง แต่วันที่ผมเขียนบทความนี้อยู่เป็นวันมาฆบูชาพอดี ซึ่งว่าไปแล้วเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งทางพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ สมัยก่อนแม่มักพาผมไปเวียนเทียนเข้าวัดในช่วงเย็น ต่อจากนั้นก็ฟังเทศน์กันนิดหน่อยก่อนจะแวะซื้อขนมนมเนยกลับไปกินที่บ้าน มันเป็นความทรงจำที่ดีและผมยังคิดถึงห้วงวันเหล่านั้นอยู่เสมอ แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเริ่มสนใจข่าวสารบ้านเมือง ได้รับทราบถึงการทำผิดกฎหมายทั้งในทางพระพุทธศาสนาและในสังคมปกติธรรมดา การล่อลวงล่วงประเวณีผู้หญิง การหากินในชายผ้าเหลืองโดยใช้ความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านผู้งมงาย การใช้วัดเป็นสถานที่จัดซื้อขายยาเสพติดร้ายแรง บ่อยครั้งเห็นพระบางท่านเมามายสุราถึงกับนอนข้างถนน บางทีด่าทอด้วยโมโหโทโสกับชาวบ้านแถวนั้นอีกต่างหาก ช่วงหลังเริ่มถือยศ ลาภ สรรเสริญถึงขนาดมีการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิดหรือการเลื่อนยศกันอย่างโอ่อ่า (ในความเห็นส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สงฆ์ไม่ควรกระทำ) และข่าวเสียๆ หายๆ ที่ช่วงแรกหลายคนชอบพูดว่า “ปลาเน่าตัวเดียว” ทำให้เหม็นไปทั้งเข่ง เป็นส่วนเสียเนื้อร้ายส่วนน้อยที่ควรมองข้าม แต่มาพักหลังๆ ผมเริ่มสงสัยว่าเข่งที่ว่านั้นเหม็นด้วยปลาเน่าแค่ไม่กี่ตัวนั้นจริงๆ น่ะหรือ
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเห็นภาพภาพหนึ่งซึ่งในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น ภาพของพระสงฆ์ที่รวมตัวกันเพื่อยื่นข้อเสนอประท้วงแก่รัฐบาลเพราะรู้สึกว่าได้รับความไม่เป็นธรรม ภิกษุสงฆ์กลุ่มนี้กดดันรุนแรงโดยมีกองกำลังทหารสกัดกั้นไม่ให้เกิดแรงปะทะกับกลุ่มประชาชน ฝ่ายหนึ่งตะโกนด่าทอยั่วยุบอกว่า “พระจริงรึเปล่า ถูกจ้างมาเท่าไหร่?” ส่วนพระที่มาชุมนุมก็ได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวร้าว วาจาฉุนเฉียว โกรธจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ให้เห็นอย่างชัดเจน ภาพลักษณ์ของบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “พระสงฆ์” ในสมัยที่ผมยังเด็กจนถึงตอนนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ในสายตาประชาชนทั่วไปไม่มีใครอยากรู้หรอกว่าคุณเป็นพระฝ่ายไหน แต่เขาเห็นแค่พระสงฆ์ที่ควรเป็นแบบอย่างและน่านับถือเพียงเท่านั้น แต่เวลานี้แทบว่าไม่เหลือเค้าร่างนั้นอีกต่อไป เมื่อพระสงฆ์เองไม่ได้ทำตัวต่างจากประชาชนธรรมดาทั่วไป ไม่ต้องว่าถึงศีล 227 ข้อที่พึงปฏิบัติ แต่แค่ศีล 5 ที่ชาวพุทธทุกคนนับถือก็ดูจะยากเกินไปด้วยซ้ำ
วันนี้เมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ต่อพระสงฆ์ 1,250 รูปที่มาประชุมกันที่วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่ควรระลึกถึงความดีงามของคำสั่งสอนเหล่านั้น แต่ประมาณ 2,500 ปีต่อมา การรวมตัวของพระสงฆ์ครั้งนี้ไม่รู้ว่านัดหมายกันมานานแค่ไหนและควรจารึกไว้เยี่ยงใดดี ไม่แปลกใจที่หลายคนเบือนหน้าหนีไม่อยากเข้าวัด เพราะเข้าไปแล้วไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง “สะอาด” แต่ “แปดเปื้อน” บางอย่างกลับออกมาด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าคนรุ่นต่อไปอยากเข้าวัดเพื่ออะไรกัน ถ้าเกิดเพื่อนคนญี่ปุ่นผมถามคำถามเดิมที่เคยถามผมเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ผมคงตอบเพิ่มได้อีกนิดหนึ่งว่า “พระไทยนอกจากจะใส่จีวรเหลืองแล้ว ยังสามารถล็อกคอทหารได้อีกด้วย”







