posttoday
ไทยแลนด์ เทค โชว์ ปั้นนวัตกรรมให้ติดตลาด

ไทยแลนด์ เทค โชว์ ปั้นนวัตกรรมให้ติดตลาด

29 กุมภาพันธ์ 2559

ไปเดินชมนวัตกรรมในงานไทยแลนด์ เทค โชว์ (Thailand Tech Show) ครั้งที่ 3 ขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 ก.พ. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดย...พริบพันดาว ภาพ...สวทช.

ไปเดินชมนวัตกรรมในงานไทยแลนด์ เทค โชว์ (Thailand Tech Show) ครั้งที่ 3 ขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 ก.พ. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้ตื่นตาตื่นใจไปกับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคิดค้นเพื่อรองรับวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่มีในท้องตลาด โดยสามารถแบ่งนวัตกรรมเป็นกลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตรและประมง เทคโนโลยีวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร เทคโนโลยีเภสัชภัณฑ์และเครื่องสำอาง เทคโนโลยีการแพทย์ เทคโนโลยีอาหารและเครื่องดื่ม ที่น่าเสียดายในปีนี้ก็คือขาดกลุ่มเทคโนโลยีเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสื่อเพื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยีอัญมณีและเครื่องประดับ และอื่นๆ

เมื่อได้เห็นนวัตกรรมของต้นแบบที่จะไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อการพาณิชย์ในตลาดทั้งเมืองไทยและเมืองนอกแล้ว ก็อดดีใจไม่ได้ว่า เมืองไทยกำลังเดินหน้าก้าวสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม เพราะล่าสุดมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 เป็นมาตรการภาษีส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

การมีพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีที่มีรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 เพื่อส่งเสริมและจูงใจให้ภาคเอกชนจัดให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนมากยิ่งขึ้น

นี่คือนิมิตหมายใหม่ที่จะสนับสนุนนวัตกรรมของคนไทย ให้ออกมาสู่โลกการค้าของตลาดไทยและต่างประเทศได้อย่างแน่นอน เพราะมีการสนับสนุนจากรัฐบาลและภาครัฐอย่างเต็มที่

ไปดูนวัตกรรมในงานไทยแลนด์ เทค โชว์ ครั้งที่ 3 กัน

สวทช.พร้อมลุย

หลังจากประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จับมือพันธมิตรกว่า 19 แห่ง เดินหน้านำ 153 เทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอดให้กับภาคเอกชน ครอบคลุมกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรและประมง เครื่องสำอาง อุปกรณ์การแพทย์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น จัดแสดงในงานไทยแลนด์ เทค โชว์ ครั้งที่ 3 ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการและ SMEs ที่สนใจนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเป็นธุรกิจนวัตกรรม โดยพิเศษสุดในปีนี้ เตรียมเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการในภูมิภาคต่างๆ สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยด้วยการจัดงานทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้

 ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้มีการเติบโต เกิดความมั่งคั่งอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในนาม “ประชารัฐ” เพื่อสร้าง Common Ground  ให้ทุกคนมีที่ยืนร่วมกัน และ Common Goal สานฝันร่วมกันนั้น รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน

 “จากนโยบายและการตั้งคณะทำงานดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากประเทศของเราจะก้าวผ่านจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้นวัตกรรมเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เน้นการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยี สนับสนุนให้เกิดการเพิ่มมูลค่าจากการต่อยอดและใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและเทคโนโลยี

“หน่วยงานวิจัยไทยยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีๆ มากมาย ที่ยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ภารกิจของเราคือเผยแพร่ผลงานให้ภาคเอกชนได้เห็น ได้รับรู้ ได้สัมผัส และนำไปใช้งานให้ได้มากที่สุด ส่วนผลงานใดที่ยังไม่เข้าตา สถาบันวิจัยทุกแห่ง รวมทั้ง สวทช.ก็ยินดีรับทุกความคิดเห็น และยินดีให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมพัฒนา ขัดเกลา จนเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ผมเชื่อมั่นว่าจะสร้างปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน”

นอกเหนือจากงานไทยแลนด์ เทค โชว์ ดร.ณรงค์ ชี้ว่า รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมสตาร์ทอัพ โดย สวทช. ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ ดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพอย่างครบวงจร เรียกว่า สตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ (Startup Thailand)

“โดยแรกเริ่มเรากำหนดวงเงินสำหรับสตาร์ทอัพ หรือ Startup Voucher บริษัทละ 8 แสนบาท วงเงินจำนวนนี้สตาร์ทอัพสามารถนำไปใช้ในสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้น ทั้งการทำต้นแบบสินค้าและบริการ จ่ายค่าเช่าออฟฟิศ ทำการตลาด ไปจนถึงนำไปเป็นทุนในการส่งนวัตกรรมของตนเข้าประกวดแข่งขันในระดับนานาชาติก็ได้ ผู้ประกอบการเพียงทำแผนธุรกิจประมาณการการใช้เงินก้อนนี้ในเวลา 12 เดือน โดย สวทช.จะเป็นผู้พิจารณาและอนุมัติแผนการใช้เงินดังกล่าว

การต่อยอดความรู้ให้กับสตาร์ทอัพก็เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะความรู้ด้านกฎหมาย ด้านบัญชี การตลาด ภาษา การทำงานกับต่างประเทศ โดยจะจัดให้มีหลักสูตรในรูปแบบของ e-learning ซึ่งจะผสมผสานระหว่างหลักสูตรที่สอนโดยอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญชาวไทย และหลักสูตรจากสถาบันที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้กลุ่มสตาร์ทอัพสามารถเรียนรู้ได้ในแบบ Anywhere Anytime”

 ดร.ณรงค์ สรุปว่า โครงการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นไทยแลนด์ เทค โชว์ และสตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ ล้วนเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนควรดำเนินการให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงดึงดูดนักคิด นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

นวัตกรรมโดน งานวิจัยเด่น

สำหรับการเดินชมในงานไทยแลนด์ เทค โชว์ ครั้งที่ 3 นี้ พบนวัตกรรมที่ง่ายๆ ทว่าโดนใจก็คือ เจลเม็ดน้ำปลาหวานในน้ำปลาหวาน ของนักวิจัยคือ ดร.กฤษณา ศิริผล สาขาวิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งความมุ่งหมายของการประดิษฐ์นี้ เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์น้ำปลาหวานให้แตกต่างจากน้ำปลาหวานที่มีทั่วไปในท้องตลาด คือลักษณะเป็นเมล็ดเจล
อุ้มน้ำปลาหวานไว้ภายในเพิ่มรสและเนื้อสัมผัสให้กับผู้รับประทาน โดยสามารถเก็บรักษาได้นานและสามารถเป็นจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ได้

ว่าไปแล้ว นวัตกรรมนี้ไม่เหมาะกับตลาดเมืองไทยเท่าไหร่นัก เพราะคนไทยหากินน้ำปลาหวานสดได้ทุกตลาด รวมถึงแบบบรรจุขวดในร้านสะดวกซื้อต่างๆ แต่เหมาะกับตลาดต่างประเทศที่คนไทยและคนอาเซียนไปทำงานหรืออาศัยอยู่ รวมถึงคนต่างชาติที่ชอบอาหารและผลไม้ไทย ความแปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์น้ำปลาหวาน เป็นการเพิ่มรสและเนื้อสัมผัสให้กับผู้รับประทาน ผลิตภัณฑ์มีความคงตัวและสามารถเก็บรักษาได้นานและสามารถเป็นจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ได้

จุดเด่นของงานครั้งนี้อยู่ที่การเปิดเวทีให้นักวิจัยเจ้าของผลงานมาเล่าข้อมูลเทคโนโลยีแบบเข้าใจได้ง่าย ในเวลา 15 นาทีต่อเทคโนโลยี พร้อมตอบข้อซักถาม โดยมีเทคโนโลยีที่พร้อมนำเสนอตลอดงานทั้งสองวันมากถึงเกือบ 80 เทคโนโลยี จากเทคโนโลยีที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ 153 เทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีโซนเทค โชว์ แสดงเทคโนโลยีจากหน่วยงานที่มีผลงานวิจัยและพัฒนาของ 19 หน่วยงานพันธมิตรจากทั่วประเทศ และโซนโปรดักต์ ช็อปปิ้ง แสดงสินค้านวัตกรรมที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปแล้ว ผลิตและจำหน่ายแล้วจริง จากหน่วยงานผู้ประกอบการ

นวัตกรรมที่เด่นๆ ทว่าน่าสนใจและเหมาะกับการต่อยอดไปทำธุรกิจเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ต่างก็มีอย่าง สารสกัดจากข้าวเหนียวดำที่มีความคงตัวสูง (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) เป็นสารสกัดที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ และการกระตุ้นการเจริญของเซลล์รากขน เพื่อนำมาต่อยอดเป็นผลติภัณฑ์เวชสำอางต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือวัดปริมาณไขมันแทรกในเนื้อสัตว์ สเปรย์นาโนอิมัลชั่นสมุนไพรไล่ยุง เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดชาอัสสัม สูตรผลิตแผ่นเจลลอกสิวเสี้ยนจากโปรตีนไหมเซริซิน ยางรองส้นเท้า ผลิตจากยางธรรมชาติ 100% มีคุณสมบัติในการช่วยกระจายแรงกด ลดแรงกระแทกและลดความดันในส้นเท้าได้มากกว่า 50% ผลิตภัณฑ์โลชั่นบำรุงผิวกาย และแชมพูที่มีส่วนผสมของโปรตีนไหมเซริซินและวิตามิน มณฑารพ ข้าวตอกหอม ลูกประคบสมุนไพรสดบรรจุกระป๋อง/ถุงรีทอร์ต แผ่นฟิล์มกลิ่นหอมสมุนไพร สวิตช์สัมผัสจากหมึกนำไฟฟ้า การย้อมไข่มุกให้ได้สีน้ำตาล สีเหลืองทอง และสีเทา  เครื่องเจาะผิวผลไม้ เทคนิคลดต้นทุนการผลิตแก่อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งด้วยมาตรวิทยาอุณหภูมิ ฯลฯ ซึ่งผู้สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ในส่วนของรายละเอียดโครงการและข้อมูลเทคโนโลยีต่างๆ ภายในงาน ติดตามได้ที่ www.thailandtechshow.com

ภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ตอบรับคึกคัก

สำหรับโครงการไทยแลนด์ เทค โชว์ นี้ถือเป็นแหล่งรวมงานวิจัยที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ในจุดเดียวอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในครั้งที่ 2 ที่ผ่านมามีภาคเอกชนทั้งหมดตอบรับและให้ความสนใจจองเทคโนโลยีถึง 72 เทคโนโลยี จากทั้งหมด 82 เทคโนโลยี จาก 9 หน่วยงานพันธมิตร มีผู้ลงนามในสัญญาขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว 2 ราย และอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและรอลงนามอีก 28 ราย อยู่ในกระบวนการหารืออีกกว่า 120 ราย

เงื่อนไขของโครงการคือ เมื่อผู้สนใจทำสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีในโครงการแล้ว ชำระเพียงค่าธรรมเนียม 3 หมื่นบาท และ Royalty Fee 2% ของยอดขาย โดยสามารถนำค่าธรรมเนียมที่ชำระไปแล้วมาหักออกจาก Royalty Fee ได้เต็มจำนวน

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เชิญพร เต็งอำนวย กล่าวว่า จากการดำเนินกิจกรรมในโครงการฯ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมาพบว่ามีเครือข่ายและพันธมิตรที่เป็นหน่วยงานวิจัยจากภาครัฐและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้ความสนใจในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น ส่งผลให้มีเทคโนโลยีที่หลากหลายและจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ให้ความสนใจและประสงค์ขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมีจำนวนรายบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากครั้งที่ 1 (จาก 12 ราย เป็น 46 ราย) โดยให้ความสนใจเทคโนโลยีกลุ่มเภสัชภัณฑ์และเครื่องสำอางสูงที่สุด รองลงมา คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร

 “ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการภายใต้โครงการฯ เป็นผลงานวิจัยและเทคโนโลยีทางด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีการใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและการส่งออกต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนให้มีการลงทุนในปี 2559 ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยในอนาคต เพื่อก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตใหม่ที่ใช้แรงงาน น้อยลง และเน้นการผลิตที่ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ยังถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นในปี 2559 ที่นักวิเคราะห์และสื่อหลายสำนักได้คาดการณ์ว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

การนำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างขยายผลโครงการไทยแลนด์ เทค โชว์ ครั้งที่ 3 สู่เอกชนทั่วทุกภูมิภาค ทำให้เอกชนสามารถเข้าถึงและนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย ด้วยขั้นตอนการดำเนินการ ที่สั้น ลดเวลาในการเจรจา ด้วยค่าธรรมเนียมที่เท่ากันในทุกรายการ โดยทุกรอบของการเปิดตัวโครงการมีเทคโนโลยีที่เข้าร่วมมากขึ้นทุกครั้ง และในขณะเดียวกันก็มีเอกชนผู้สนใจเข้าร่วมงานมากขึ้นเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังกันที่แนบแน่นยิ่งขึ้น มองเห็นความสำคัญของการใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริง

ดร.เดช เฉิดสุวรรณรักษ์ กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้กำหนดให้ “การวิจัยและพัฒนา” เป็นประเด็นสำคัญภายใต้กรอบภารกิจด้านการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และในโอกาสที่ สวทช.ได้จัดโครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ SMEs จะได้เรียนรู้ถึงผลงานวิจัยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการและยังสามารถต่อยอดโครงการคูปองนวัตกรรมที่ภาครัฐได้ให้การสนับสนุนในปัจจุบัน

“หอการค้าไทย ได้จัดตั้ง Thailand SMEs Center by Thai Chamber of Commerce เป็นหน่วยงานรองรับการ ส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสมาชิก โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและการนำเอางานวิจัยนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและช่องทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยการให้บริการคำปรึกษาธุรกิจ การบริหารจัดการองค์ความรู้ธุรกิจ รวมถึงการอำนวยความสะดวกและแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนั้นยังเป็นการ บูรณาการเครือข่ายหน่วยงานที่ให้การส่งเสริม SMEs แบบครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถพัฒนากิจการให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท