
ปาล์ม พืชพลังงาน....ต้านโลกร้อน
...รัฐพร คำหอม
การให้ความสนใจต่อการหาพืชมาผลิตพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล เพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากซากฟอสซิล หรือเพื่อความเข้าใจง่ายๆ คือ น้ำมันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ของประเทศไทย หลังจากที่ต้องเผชิญภาวะวิกฤตราคาน้ำมันอยู่หลายรอบ ซึ่งพืชที่โดดเด่น และ (ดูเหมือนว่า) ไทยปลูกอยู่ในปริมาณที่มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คือ อ้อย มันสำปะหลัง เพื่อการผลิตเอทานอล และปาล์ม เพื่อนำมาทำเป็นไบโอดีเซล แต่!!..หลังจากที่ดูมีท่าทีจริงจังในการส่งเสริมการปลูกพืชเหล่านี้ในปี พ.ศ. 2547 แรงส่งจากภาครัฐก็ดูจะแผ่วลง...แผ่วลง
อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่กับวงวิชาการเกษตรมายาวนาน กล่าวว่า นับตั้งแต่นโยบายรัฐบาลเมื่อปี 2547 ได้มีความพยายามที่จะเพิ่มผลผลิตการปลูกพืชพลังงานทดแทนน้ำมันกันมาอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิตการปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชที่น่าส่งเสริมในเรื่องทำพลังงานทดแทน เพราะไม่เพียงการนำมาทำพลังงานเท่านั้น แต่ปาล์มยังเป็นพืชที่ส่งผลในการลดโลกร้อนได้เป็นอย่างดี กลับมีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ไม่ถึง 1% ซึ่งสมาคมพืชสวนฯ เห็นว่าเป้าหมายสำคัญหากจะให้ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชน้ำมันต้องส่งเสริมอย่างจริงจังในการเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการส่งเสริมปลูกพันธุ์ปาล์มที่ให้น้ำมันในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมจากภาครัฐ เนื่องจากในปัจจุบันประเทศคู่แข่ง อาทิ มาเลเซีย สามารถปลูกปาล์มที่ให้น้ำมันในสัดส่วนที่สูงกว่าเฉลี่ย 1820% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 17%
“
หลังการส่งเสริมให้ปลูกพืชพลังงาน สำหรับปาล์มน้ำมันแล้ว เริ่มขยายพื้นที่จริงๆ จังๆ กันเมื่อปี 2551 นี่เอง ซึ่งถ้าเราสามารถผลิตไบโอดีเซลเพื่อมาทดแทนการใช้น้ำมันปัจจุบันนี้ได้สัก 10% ก็จะทำให้เกิดคุณประโยชน์กับประเทศมากขึ้น ซึ่งสัดส่วน 10% นี้ ก็คาดกันว่าประเทศเราน่าจะมีพื้นที่ปลูกปาล์มให้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 6.5 ล้านไร่ แต่ถึงทุกวันนี้ก็มีเพียง 3.8 ล้านไร่ ถ้ายังเป็นอยู่เช่นนี้การลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันก็เกิดขึ้นยาก แล้วจะส่งผลถึงแผนการหาพลังงานทดแทนอีก และนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการปลูกปาล์มก็มีเพียงไม่กี่จังหวัด แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกปาล์ม และเกษตรกรเองเขาก็ลงมือล้ำไปก่อนหน้าแล้ว รัฐบาลจึงน่าจะให้ความสนใจในการประกาศพื้นที่ส่งเสริมเพิ่มขึ้นอีก เพื่อที่จะได้รับการดูแลเรื่องเมล็ดพันธุ์ การ สร้างโรงงาน หรือการกู้ยืมต่างๆ อย่างที่ผมเพิ่งไปดูมา คือ สวนปาล์มที่ทุ่งรังสิต เขาปลูกกันได้ผลดีมาก แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ส่งเสริม” อนันต์ เล่า“
ทุ่งรังสิต” ที่อนันต์ว่านี้ กินพื้นที่กว้างอยู่ใน จ.ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครนายก สระบุรี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าเป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะกับการปลูกข้าว และมีช่วงหนึ่งเกิดกระแสการฮิตไปทำ “สวนส้ม” กันไม่ต่ำกว่า 5 แสนไร่ แต่สุดท้ายด้วยการที่ต้องใช้ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ในปริมาณมาก ไม่เพียงได้ผลผลิตไม่คุ้มต้นทุน ยังมีอันตรายกับสุขภาพอีก สวนส้มในทุ่งรังสิตจึงเริ่มร้างไปจนหาใครทำไม่ได้ ต่อเมื่อ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปทดสอบการปลูกปาล์มขึ้นมา และปรากฏว่าได้ผลผลิตไม่ใช่น้อย 34 ตันต่อไร่ การขยายพื้นที่ปลูกโดยเกษตรกรเป็นผู้ตามอย่างขึ้นมา ขณะนี้เป็นหมื่นๆ ไร่แล้ว ที่รอการส่งเสริมให้ปลูกปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลอนันต์ กล่าวว่า รัฐบาลได้วางนโยบายการผลักดันการผลิตพลังงานทดแทนของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาได้จากเป้าหมายการผลิตเอทานอลที่จะให้ได้ปีละ 720 ล้านลิตร ในปี 2556 สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้ผลักดันนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลต่อรัฐบาล คือ ปี 2555 คาดว่าไทยจะมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซล 85 ล้านลิตรต่อวัน หากให้ใช้ไบโอดีเซลทดแทน 10% จะต้องใช้ไบโอดีเซล 8.5 ล้านลิตรต่อวัน จึงจะต้องปลูกปาล์มน้ำมันไม่น้อยกว่า 5 ล้านไร่ ให้กระทรวงการคลังจัดตั้งองค์กรพิเศษ SPV (Special Purpose Vehicle) เพื่อรับผิดชอบการผลิตและการตลาดปาล์มน้ำมัน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสนับสนุนสินเชื่อแก่ SPV เพื่อดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมัน มีคลังเป็นผู้ค้ำประกัน
ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงานรับผิดชอบการผลิตและการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ โดยกำหนดให้ก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซลในเขตพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันและที่ตั้งคลังน้ำมันเพื่อลดต้นทุนขนส่ง โดยกำหนดเพิ่มสัดส่วนการผสมเป็นร้อยละ 10 (B10) พร้อมจำหน่ายทั่วประเทศปี 2555 และนอกจากนี้ คือ สนับสนุนเรื่องทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูกและทุนเรื่องการทำวิจัย
แต่เมื่อมีคำถามว่า แล้วถ้ายังมีท่าทีนิ่งเฉยในการส่งเสริมจากรัฐบาล ทางออกจะเป็นอย่างไร
“
เกษตรกรเขาก็คงเกิดการรวมตัวกันเอง เพราะอย่างไรนี่คืออนาคตของทั้งตัวเกษตรกรเองและประเทศ แล้วต้นปาล์มพวกนี้ไม่ต้องใช้สารเคมีเยอะเลยก็ให้ผลตอบแทนที่ดีแล้ว เอกชนที่ทำโรงงานหลายแห่งเขาก็ให้ความสนใจ มีการทดลองกันอยู่ ที่สำคัญทุกคืนทุกวันต้นปาล์มเหล่านี้ก็ยังมีส่วนช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นประโยชน์ที่มีค่าอีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่” อนันต์ ย้ำอย่างหนักแน่นข้อมูลของบริษัท กรีนพาวเวอร์คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตไบโอดีเซลของประเทศไทยเองนั้น ก็ช่วยย้ำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานเท่านั้นที่จะได้รับ แต่ผลดีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นมหาศาล เพราะโดยทั่วไปนั้นไบโอดีเซลจะถูกมองว่า
“เป็นกลางต่อสภาพบรรยากาศ” เนื่องจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบนั้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในการเจริญเติบโต ในการผลิตไบโอดีเซลนั้น CO2 จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ซึ่งจะถูกใช้สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงดีเซลขั้นสุดท้าย ในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ไบโอดีเซลจะปล่อย CO2 กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่เท่ากับที่พืชดูดเข้าไปเพื่อการเจริญเติบโต (ระบบหมุนเวียน CO2 แบบวงจรปิด) ในวงจรชีวิตพื้นฐานไบโอดีเซลจะลดการปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) 50% และ CO2 78% โดยประมาณเมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซล เหตุผลคือคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกไปของน้ำมันนั้นจะถูกแยกที่เปลือกโลกก่อนและไม่มีในชั้นบรรยากาศ






