posttoday
ไผท ผดุงถิ่น จับเทคโนโลยี ใส่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

ไผท ผดุงถิ่น จับเทคโนโลยี ใส่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

18 กุมภาพันธ์ 2559

ความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนคืออยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

โดย...วราภรณ์ ภาพ... วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนคืออยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรจึงจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งลู่ทางของกลุ่มสตาร์ทอัพที่เคยเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่เรียนรู้มาแล้ว คือความจำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารงาน 

สำหรับเมืองไทยมีการตั้งกลุ่มสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ โดยมี ไผท ผดุงถิ่น วัย 36 ปี นั่งแท่นนายกสมาคม เพื่อให้คำแนะนำกับนักธุรกิจสตาร์ทอัพด้วย นอกจากนั่งเป็นนายกสมาคมแล้ว ไผทยังเป็น Evangelist นักแชร์ประสบการณ์ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Builk.com โดยเขานั่งในตำแหน่ง
ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลองกอง สตูดิโอ มีหน้าที่บริหารงานในเว็บไซต์รวมเรื่องการก่อสร้างไว้ในเว็บไซต์

นอกจากนั้นเขายังทำงานเดินสายสอนคณะวิศวกรรม และคุยกับผู้ประกอบการก่อสร้างทั่วประเทศให้เห็นถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีไปเปลี่ยนธุรกิจ ที่เจ๋งกว่านั้นคือ เขาเคยได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนักพูดคนไทยในเวทีเสวนา Creativities Unfold 2015 ที่จัดโดย TCDC พูดร่วมกับนักสร้างแรงบันดาลใจจากอีก 8 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย 

ย้อนกลับไปในวัยจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กว่าไผทจะมีประสบการณ์ในการสร้างเว็บไซต์รวมทุกสิ่งอย่างบนโลกงานก่อสร้างให้ได้รับความนิยมมากขนาดนี้ เขาต้องล้มลุกคลุกคลานจากการทำธุรกิจไม่สำเร็จถึงสองครั้ง เช่น ครั้งแรกเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างก็ทำธุรกิจไม่เห็นกำไร จึงผันตนเองไปทำซอฟต์แวร์หวังสร้างเครื่องมือที่ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างพัฒนาขึ้น แต่พบกับการตัดราคา การก๊อบปี้โปรแกรมไปขายตัดราคา ปี 2008 เขาจึงเริ่มทำเว็บไซต์ช่วยทำงานให้กับคนในวงการก่อสร้าง ให้บริหารงานได้สะดวกและไม่ขาดทุน เช่น มีเครื่องมือทำงานโดยไม่ต้องไปวิ่งขายลูกค้าแต่ละราย แต่มีระบบที่สามารถสร้างเงินได้ด้วยตัวมันเอง

สร้างระบบควบคุมต้นทุน

ไผทกับเพื่อนพัฒนาเว็บไซต์ Builk.com (บิลค์ดอทคอม) ให้เป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจซอฟต์แวร์ให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับเอสเอ็มอี ซึ่งเมืองไทยมีผู้รับเหมาก่อสร้างหลายเจ้า โดยนำประสบการณ์การเคยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งหากสร้างบ้านผิดนิดเดียว กำไรจะหายไปเลย จึงต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดี เช่น มีระบบควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นหัวใจในการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

“เราทำซอฟต์แวร์ที่ให้ผู้ที่สนใจใช้งานฟรีเหมือนไลน์และเฟซบุ๊ก เมื่อคนลงทะเบียนใช้งานเราจะมีดาต้าขนาดใหญ่เกี่ยวกับวงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งใหม่และฐานข้อมูลนี่แหละเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะใครมีข้อมูลมหาศาลก็ทำธุรกิจได้ เราทำระบบวัสดุก่อสร้างซึ่งจะลิงค์กับซัพพลายเออร์ที่ขายวัสดุก่อสร้าง สามารถที่จะขอราคาและสเปกโดยสามารถส่งข้อมูลกันบนเว็บได้เลย

มีระบบบริหารโครงการไว้สำหรับบริหารหน้างานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทข้อมูล สามารถอัพเดทและแชร์ข้อมูลให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ตลอดเวลา รวมถึงระบบประมูลงาน ซึ่งอุตสาหกรรมก่อสร้างมีข้อมูลอยู่มากมาย แต่ไม่เคยมีใครจัดเก็บได้มาก่อน ถ้าเราทำระบบที่ทำให้คนเต็มใจที่จะมาบอกว่าซื้ออะไรไปบ้าง ได้งานก่อสร้างที่ไหนมาบ้าง เราก็จะได้ข้อมูลมหาศาลเชื่อมโยงบริษัทรับเหมา บริษัทที่ปรึกษา วิศวกร สถาปนิก เจ้าของบ้าน ซึ่งกลายเป็นที่มาของแหล่งรายได้จากการขายโฆษณา เริ่มเรียนรู้ว่า Data เป็น Asset รูปแบบหนึ่ง จึงทำการหลอมข้อมูลที่จากแต่ก่อนต่างคนต่างเก็บ ผมทำตัวเองเป็น Platform ที่คนรู้สึกอิสระจะทำงานบนนี้ สามารถนำข้อมูลมาทำ Research ได้ ปีนี้มีหมื่นบริษัทที่ทำงานบนบิลค์ดอทคอม มีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาททีเดียว”

สตาร์ทอัพเกิดมาคู่เทคโนโลยี

“ผมเป็นนายกสมาคมเทค (เทคโนโลยี) สตาร์ทอัพ คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ ใครจะเริ่มทำธุรกิจใหม่อะไรก็ได้ เช่น เปิดร้านกาแฟ และเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยว่าทำอย่างไรให้เรามีลูกค้าเพิ่มขึ้นปีละ 5 หมื่นคน อย่างแอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ที่เกิดมาแค่ 5 ปี แต่มีมูลค่าธุรกิจ 8 หมื่นล้านบาท อย่างธุรกิจผม 5 ปี มูลค่าธุรกิจผม 200 ล้านบาท สิ่งที่ผมบอกผู้ฟังคือมีช่องทางทำแบบนี้ แต่ธุรกิจสตาร์ทอัพมักมาพร้อมกับความเสี่ยง”

ไผทบอกว่า ตอนนี้โลกระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์เชื่อมต่อกันแล้ว เพราะผู้รับเหมาก่อสร้างรุ่นใหม่ๆ ใช้สมาร์ทโฟนช่วยทำงาน ในฐานะที่เขาเป็นวิทยากรแชร์แง่คิดให้นักธุรกิจหน้าใหม่ได้สร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์

สำหรับสารที่เขาอยากแชร์ก็คือ “หลักของการทำเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นอะไรสักอย่าง มักเริ่มมาจากความยากลำบากในการใช้ชีวิต เช่น มีแอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ เพราะสมัยก่อนเราเรียกแท็กซี่กันยากเหลือเกิน แต่ก่อนจะสร้างเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นอะไรขึ้นมา เราต้องรู้ก่อนว่า ลูกค้าของเราคือใคร แล้วเขาต้องการอะไร แล้วแอพหรือโปรแกรมที่เราสร้างจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง และต้องช่วยได้จริงๆ เพื่อเขาจะได้เข้าใช้ทุกวัน

มันจึงเป็นโจทย์ว่าเราจะพัฒนาเว็บเราอย่างไรให้คนเข้าใช้ ผมเชื่อว่าเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมคนจากคุ้นเคยทำงานด้วยปากกาและกระดาษแล้วหันมาใช้เทคโนโลยี ซึ่งแอพพลิเคชั่นดีๆ มันช่วยเราทำงานได้จริงๆ ผมจึงต้องไปแนะนำผู้รับเหมาให้เขาใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้ จูงใจเขา ให้ความรู้เขา และต้องมีจุดให้สะกิดให้เขาเข้ามาใช้ ใช้แล้วจะได้อะไร” และในอนาคตอันใกล้นี้หากธุรกิจไหนปฏิเสธเทคโนโลยีและไม่ปรับตัวก็จะตายลงในที่สุด

นักธุรกิจหน้าใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักศึกษาจบใหม่ แต่อาจเป็นกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปีก็ได้ ไผทให้ความรู้อีกว่าอะไรคือธุรกิจสตาร์ทอัพ เขาอธิบายว่า จริงๆ แล้วธุรกิจสตาร์อัพคือวิธีการสร้างธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างจากยุค 20 ปีที่แล้ว เช่น อยากทำธุรกิจก่อสร้างก็ได้แค่เปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง แต่ความก้าวล้ำของเทคโนโลยีรอบตัวในวันนี้ ทำให้การทำธุรกิจเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม เพียงเรามีฐานข้อมูลของลูกค้า เราก็ทำการซื้อขายบนออนไลน์ได้แล้ว 

“ธุรกิจสตาร์ทอัพคือธุรกิจใหม่ ออกแบบมาเพื่อพร้อมจะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยใช้ 3 เรื่อง ได้แก่ ครีเอทิวิตี้ และเทคโนโลยี คือถอดรหัส ไม่ว่าเราจะอยู่ในธุรกิจอะไร เราแค่ถอดฐานข้อมูลธุรกิจตรงไหนให้ได้ แล้วเราจะมีข้อมูลที่มหาศาล อีกทั้งหาเครื่องมืออะไรก็ได้มาถอดรหัส เช่น ผมอยู่ในวงการก่อสร้าง ผมใช้บิลค์ดอทคอม คือกลุ่มผู้สร้างธุรกิจใหม่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมาถอดรหัส ทำให้ผมเห็นอุตสาหกรรมของผมดีขึ้น

สองคือดีไซน์ คือการแก้ปัญหา เช่น เป็นผู้รับเหมาทำงานก่อสร้างทำไมขาดทุน เราก็ต้องออกแบบการทำงานให้รัดกุม จะใช้เงินแต่ละวันต้องใช้แอพพลิเคชั่นคอยเตือนว่าวันนี้ไม่ควรซื้อปูนเพราะวันนี้ปูนราคาแพง สามคือ Disrupt เช่น การสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเพื่อทำให้เราสบายขึ้น เช่น สร้างแอพเรียกแท็กซี่แทนการโทรเรียกซึ่งเสียเวลา”

รูปแบบธุรกิจสตาร์ทอัพ คือเริ่มแรกใช้พนักงานไม่กี่คนแต่เน้นใช้ฐานข้อมูล จึงทำให้การทำงานขยายไปได้รวดเร็ว ปรู๊ดปร๊าด โตปีละ 4 เท่า เพราะเรามีเครื่องมือคือเทคโนโลยีมาใช้ประกอบ

ธุรกิจสตาร์ทอัพมาพร้อมกับความเสี่ยง

ไม่ใช่ว่าการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์จะประสบความสำเร็จเสมอไป “ธุรกิจสตาร์ทอัพ 90% เจ๊ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของทั่วโลก แต่การล้มเหลวไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากเราทำธุรกิจเริ่มต้นไม่ได้กู้หนี้ใคร ซึ่งธุรกิจสตาร์ทอัพใช้เงินลงทุนไม่เยอะ

ในวัฒนธรรมลงทุนแล้วเจ๊ง ฝรั่งมองเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเรียนรู้ แต่ในคนเอเชียพ่อแม่จะบอกลูกให้เลิกเหอะ ผมอยากบอกว่า ให้เรียนรู้จากอุปสรรคทำไมธุรกิจจึงเดินหน้าไม่ได้ แล้วค่อยๆ เอาประสบการณ์มาสอน เราต้องทำใจยอมรับและปรับ อย่างผมทำเว็บฟรีและหวังว่าจะมีโฆษณาแต่มันไม่เวิร์ก ผมก็เปลี่ยนมาเป็นรวบรวมฐานของข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดด้านการก่อสร้าง หมั่นเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเริ่มธุรกิจ แล้วมันจะเติบโตได้เร็วหากเรามาถูกทาง” และเขาคิดว่าพื้นฐานด้านไอทีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเป็น ต้องตามให้ทัน เพราะหากเราไม่ปรับตัวให้ก้าวทันเทคโนโลยี สักวันหนึ่งเราก็จะตายลงไปในที่สุด

“คนยุคก่อนๆ เราต้องกล้าออกมาจากคอมฟอร์ทโซนแบบเดิมๆ ลองอะไรใหม่ๆ แล้วเราจะเติบโตขึ้น ซึ่งการจะออกจากคอมฟอร์ทโซนของเราไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ใช้แค่การขวนขวายหาความรู้ แม้เงินจะสำคัญแต่เงินหาไม่ยาก การหาความรู้สำคัญกว่า เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในธุรกิจที่เราทำ ทำธุรกิจอย่างไรให้ก้าวกระโดด และต้องทำซ้ำในประเทศต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องมีแฟรนไชส์ เราแค่ใช้เทคโนโลยี อย่างสื่อสิ่งพิมพ์อาจเบนเข็มไปทำออนไลน์เป็นหลัก แต่สื่อสิ่งพิมพ์ยังทำได้อยู่แค่เปลี่ยนช่องทางนิดเดียวก็อยู่ได้”

อยากเริ่มธุรกิจ โตแบบก้าวกระโดด และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เวิร์ก หนุ่มไผทมีคำแนะนำ

“ผมอยากให้น้องๆ ไปฝึกหาประสบการณ์ก่อน อยู่บริษัทไหนก็ได้ เพราะเด็กไทยไม่เหมือนเด็กนอกที่เริ่มทำงานเร็วและใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เด็กไทยจะได้รับการทะนุถนอมอยู่จนจบปริญญาตรี เราต้องเข้าใจรากเรา พฤติกรรมเราด้วย

เราควรต้องไปเรียนรู้กระบวนการคิดในการทำธุรกิจจริงๆ อยู่ 3-5 ปีก่อนดูว่าการตลาดเขาทำกันอย่างไร ถึงเวลามีเงินก้อนหนึ่งค่อยเริ่มก็ได้ อีกทั้งต้องไปหาตัวตนตั้งแต่เรียนจบจนถึง 25 ปี ลองผิดลองถูกไป พออายุ 30 ยังสามารถหาตัวตนได้อีกรอบหนึ่ง พอ 40 ปี เมื่อเจอสิ่งที่อยากทำแล้วให้พุ่งไปให้สุด”

การทำธุรกิจยุคนี้มีองค์ความรู้รอบตัว หาความรู้จากยูทูบ คำว่าผู้ประกอบการคือผู้ที่ไม่ยอมอยู่กับสภาพเดิมๆ หาลู่ทางช่องทางไปเติบโตเมืองนอกเรื่อยๆ หาอะไรใหม่ๆ เตรียมใจไว้บ้าง และลองทำ หากล้มเหลวก็ต้องสู้ เอาประสบการณ์ความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน เพราะเราทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน หากล้มลุกไปบ้าง ก็ต้องสู้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท